Header Ads

Header ADS

“พาณิชย์”รับลูก “จุรินทร์” เร่งหาข้อมูลรายมณฑล-รัฐ ในจีน-อินเดีย ก่อนถกร่วมมือค้าขาย

“พาณิชย์”รับลูก “จุรินทร์” เร่งหาข้อมูลรายมณฑล-รัฐ ในจีน-อินเดีย ก่อนถกร่วมมือค้าขาย

img
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ รับลูก “จุรินทร์” สั่งทูตพาณิชย์จีน-อินเดีย ศึกษาข้อมูลรายมณฑลและรายรัฐ ก่อนจับมือกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศลุยหารือปลดล็อกปัญหาอุปสรรคทางการค้า และหาทางอำนวยความสะดวกทางการค้า เพื่อเพิ่มยอดการค้า การลงทุนของไทย

นายสมเด็จ สุสมบูรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยถึงความคืบหน้ากรณีที่นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ มีนโยบายให้เจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ลงลึกเป็นรายมณฑลและรายรัฐ โดยมุ่งไปที่จีนและอินเดีย เพื่อช่วยเพิ่มมูลค่าการค้าขายระหว่างกันว่า กรมฯ ได้สั่งการให้ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (สคต.) ที่ประจำอยู่ในประเทศที่แบ่งการปกครองเป็นมณฑล หรือรัฐ ที่จีนและอินเดีย ทำการศึกษาช่องทางว่าแต่ละรัฐ แต่ละมณฑล มีอะไรปลีกย่อยที่ไทยจะเจรจาเป็นการเฉพาะได้บ้าง เพื่อลดปัญหาอุปสรรคทางการค้า และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกันให้มากขึ้น

“การเจรจาตามข้อสั่งการของรัฐมนตรี อาจไม่ใช่เอฟทีเอเต็มรูปแบบ แต่จะเป็นการเจรจาหรือมีความร่วมมือ เพื่อปลดล็อกอุปสรรคทางการค้ามากกว่า เพราะในบางมณฑล หรือบางรัฐ ยังมีกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าของไทย อย่างมณฑลกว่างสี เราอาจจะเจรจาเพื่อให้การนำเข้าผลไม้จากไทยสะดวกมากขึ้น หรือในมณฑล หรือรัฐอื่น อาจคุยถึงเรื่องการให้สิทธิพิเศษต่างๆ ด้านการลงทุน ซึ่งจะส่งผลให้การค้าขาย และการลงทุนของไทยคล่องตัวมากขึ้น”

ทั้งนี้ กรมฯ ได้ขอให้ สคต. รายงานข้อมูลมาภายในวันที่ 17 ธ.ค.2562 จากนั้นจะรวบรวมข้อมูลมานำเสนอต่อนายบุณยฤทธิ์ กัลยาณมิตร ปลัดกระทรวงพาณิชย์ และจะหารือกับกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพื่อเตรียมการเจรจากับมณฑลต่างๆ ของจีน และรัฐต่างๆ ของอินเดียต่อไป

สำหรับการจัดทำเป้าหมายการส่งออกสินค้าไทยในปี 2563 ขณะนี้สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) อยู่ระหว่างการดำเนินการ จากนั้นจะมีการประชุมทูตพาณิชย์ และภาคเอกชน เพื่อประเมินสถานการณ์ร่วมกันอีกครั้ง ก่อนจะกำหนดเป้าหมายอย่างเป็นทางการ คาดว่า น่าจะมีการประชุมทูตพาณิชย์ประมาณเดือนก.พ.2563

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กล่าวว่า จากการประสานงานกับทูตพาณิชย์ของไทยที่ประจำอยู่ในจีนและอินเดีย ทราบว่า ปัจจุบัน ในมณฑลและรัฐต่างๆ ของทั้ง 2 ประเทศ มีการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ และเก็บภาษีมูลค่าเพิ่มเป็นอัตราเดียวกันทั้งประเทศอยู่แล้ว การจะเจรจาลงลึกเป็นรายมณฑลและรายรัฐ น่าจะพุ่งเป้าหมายไปที่การลดอุปสรรคทางการค้าและการอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกันมากกว่าการเจรจาลดภาษี

“การลดภาษีของแต่ละมณฑล แต่ละรัฐ รับนโยบายจากรัฐบาลกลางอยู่แล้ว ทำให้ต้องเก็บภาษี ทั้งภาษีศุลกากร และภาษีมูลค่าเพิ่มเท่ากันทั้งประเทศ ดังนั้น น่าจะเจรจาเพื่อลดอุปสรรคทางการค้า และอำนวยความสะดวกทางการค้าระหว่างกันมากกว่า เพราะถือเป็นหัวใจสำคัญอย่างหนึ่งที่จะทำให้การค้าขายสะดวกมากขึ้น  โดยการเจรจาในเบื้องต้น น่าจะเป็นความร่วมมือระหว่างกันก่อน”นางอรมนกล่าว

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.