Header Ads

Header ADS

การท่าเรือบังคับเอกชนเข้าใช้บริการท่าเรือชายฝั่งแห่งใหม่ กระทบต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้น ปี ละกว่า 200 ล้าน

การท่าเรือบังคับเอกชนเข้าใช้บริการท่าเรือชายฝั่งแห่งใหม่ กระทบต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นปีละกว่า 200 ล้าน


ดร.อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเปิดห้องประชุมรับฟังปัญหา

และผลกระทบจากกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งตูสินค้าทางเรือชายฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากประกาศของการท่าเรือแห่งประเทศไทยที่มีคำสั่งให้เรือชายฝั่งที่จะดำเนินการบรรทุกสินค้าลงเรือสำหรับท่าเรือแหลมฉบังต้องดำเนินการบรรทุกสินค้า ณ ท่าเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) เท่านั้น
โดยตัวแทนกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งตูสินค้าทางเรือชายฝั่งให้เหตุผลที่ขอเข้าพบท่ารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมในครั้งนี้ว่า “ประกาศให้เรือชายฝั่งที่จะดำเนินการบรรทุกสินค้าลงเรือสำหรับท่าเรือแหลมฉบังต้องดำเนินการบรรทุกสินค้า ณ ท่าเรือชายฝั่ง (ท่าเทียบเรือ A) เท่านั้นถือเป็นประกาศที่จะส่งกระทบต่อเศรษฐกิจผู้ประกอบการ และประชาชนเป็นอย่างมาก ยิ่งสถานการณ์ที่เศรษฐกิจกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ( COVID-19 ) การออกประกาศดงักล่าวอาจจะเป็นการซ้า เติมและเพิ่มภาระให้กบัผปู้ระกอบและประชาชน ทำให้ภาพรวมเศรษฐกิจย่ำแย่ลงไปอีกอีกทั้งยังขัดแย้งกับนโยบายของรัฐบาลและแผนยุทธศาสตร์ของกระทรวงคมนาคมที่ต้องการสนับสนุนการขนส่งทางน้ำที่มีวัตถุประสงค์เพื่อลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งและช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการต้นทุนการขนส่งและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะช่วยเพิ่มศกัยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยจึงเห็นควรให้มีการศึกษา ผลกระทบและแนวทางในการบริหารจัดการเพื่อความเหมาะสมร่วมกันทุกฝ่ายก่อนการประกาศใช”
และยังกล่าวต่อไปว่า “จากประกาศดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนในการขนส่งตู้สินค้าโดยรวมสูงขึ้น เมื่อเทียบกับการเข้าดำเนินการ ณ ท่าเรือสากลโดยตรงทางกลุ่มผู้ประกอบการท่าเทียบเรือชายฝั่งคาดว่าผลกระทบดังกล่าวคิดเป็นมูลค่ามหาศาลทางเศรษฐกิจ เนื่องจากสถิติมีปริมาณสินค้านำเข้าที่ขนส่งทางเรือชายฝั่งมากกว่า 200,000 ตูต่อปี ซึ่งค่าใช้จ่ายดังกล่าวจะกลายเป็นภาระต่อผู้นำเข้าสินค้าในการผลิตและขยายเป็นวงกว้างต่อประชาชน และอาจจะส่งผลให้ผู้ประกอบการจำเป็นต้องเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งทางน้ำโดยเรือชายฝั่ง ไปใช้การขนส่งทางบก โดยอาจส่งผลให้มีรถบรรทุกตู้สินค้าทางถนนเพิ่มขึ้นกว่า 200,000 เที่ยวต่อปี ทำให้การจราจรทางถนนหนาแน่นขึ้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อผู้ใช้รถใช้ถนน นักท่องเที่ยว และความปลอดภัยในการจราจร อีกทั่งอาจจะทำให้เกิดผลกระทบต่อสภาพผิวถนนที่ชำรุดเสียหายจากปริมาณความหนาแน่นของรถบรรทุกที่สัญจรผ่านเส้นทางดังกล่าวและเป็นภาระของภาครัฐจะต้องจัดสรรงบประมาณมาซ่อมแซมถนนเพิ่มขึ้นด้วย”
ทางกลุ่มผู้ประกอบการขนส่งผ่านเรือชายฝั่งเล็งเห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อภาพรวมทางเศรษฐกิจประชาชน และศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการของไทย ยิ่งในช่วงที่เศรษฐกิจกำลังได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ( COVID-19 ) ด้วยจึงทำจดหมายเพื่อขอเข้าปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม เพื่อขอความอนุเคราะห์ให้เลื่อนการบังคับใช้ประกาศดังกล่าวออกไปก่อนและช่วยพิจารณาทบทวนประกาศดังกล่าว ซึ่งได้รับความอนุเคราะห์ให้เข้าหารือ และชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมในวันนี้

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.