Header Ads

Header ADS

กรมพัฒน์ฯ ผนึก ธ.ก.ส. ลงพื้นที่มอบสินเชื่อให้เกษตรกร 2 ราย ใช้ไม้ยืนต้นค้ำกู้เงิน

img

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าจับมือ ธ.ก.ส. ลงพื้นที่ จ.อุทัยธานี กระตุ้นเกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นในที่ดินของตนเอง และนำมาใช้เป็นหลักประกันขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เผยยังได้มอบสินเชื่อให้กับเกษตรกร 2 ราย ที่นำไม้ยืนต้นมาใช้ค้ำประกัน เตรียมลุยให้ความรู้ต่อที่อ่างทอง พิษณุโลก หวังกระตุ้นเกษตรกรและประชาชนเห็นความสำคัญปลูกไม้ยืนต้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และเพิ่มพื้นที่ป่าให้กับประเทศ

น.ส.ปัทมาวดี บุญโญภาส รองอธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า กรมฯ และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ได้ลงพื้นที่ไปยังธนาคารต้นไม้บ้านหนองจิก อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี เพื่อชี้แจงถึงนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในการผลักดันให้เกษตรกรปลูกไม้ยืนต้นบนที่ดินของตนเอง และนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เพื่อนำไปต่อยอดทำการเกษตรหรือใช้สอยในชีวิตประจำวัน ซึ่งเป็นการช่วยให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น

โดยในการลงพื้นที่ครั้งนี้ กรมฯ ธ.ก.ส. และกรรมการธนาคารต้นไม้ ได้ร่วมกันตรวจวัดและประเมินมูลค่าไม้ยืนต้นของเกษตรกรที่แสดงความประสงค์ขอใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ และ ธ.ก.ส. ได้มอบวงเงินสินเชื่อแก่เกษตรกร จำนวน 2 ราย วงเงินสินเชื่อรวม 520,437.09 บาท โดยได้นำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันจำนวนรวม 30 ต้น ได้แก่ ยาง 23 ต้น แดง 1 ต้น ประดู่ป่า 1 ต้น มะหาด 1 ต้น รกฟ้า 1 ต้น เสลา 1 ต้น และ พะยอม 2 ต้น

“เกษตรกรทั้ง 2 ราย รู้สึกดีใจที่ได้รับวงเงินสินเชื่อจากการนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกัน โดยไม่จำเป็นต้องตัดต้นไม้ ทำให้ไม้ยืนต้นนั้นมีมูลค่าเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามการเติบโตของต้นไม้ เกษตรกรจึงสามารถขยายวงเงินการขอสินเชื่อเพิ่มเติมได้ในอนาคต ซึ่งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจที่ต้องการให้เกษตรกรสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายสะดวกมากขึ้น”น.ส.ปัทมาวดีกล่าว

ทั้งนี้ กรมฯ และ ธ.ก.ส. ยังมีกำหนดการลงพื้นที่ไปยังจังหวัดต่างๆ อีก เช่น อ่างทอง และพิษณุโลก เพื่อเดินหน้าขับเคลื่อนสร้างความรู้ความเข้าใจให้เกษตรกรและประชาชนทั่วไปเห็นถึงความสำคัญของการปลูกไม้ยืนต้นบนที่ดินของตนเองอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ และยังสอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในการขับเคลื่อนโครงการชุมชนไม้มีค่า ที่ส่งเสริมให้เกษตรกรและประชาชนปลูกไม้มีค่าเพื่อการออม อนุรักษ์ เพิ่มพื้นที่ป่า และเพิ่มแหล่งออกซิเจนให้กับประเทศ

ปัจจุบัน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย.2563) มีผู้ขอนำไม้ยืนต้นมาจดทะเบียนสัญญาหลักประกันทางธุรกิจแล้ว จำนวน 105,381 ต้น มูลค่ารวม 131,649,237.00 บาท

นายอดิเรก วงษ์คงคำ ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาชนบท ธ.ก.ส. กล่าวว่า ธ.ก.ส. ได้ดำเนินโครงการธนาคารต้นไม้มาตั้งแต่ปี 2555 ปัจจุบันมีชุมชนที่เข้าร่วมโครงการแล้ว จำนวน 6,848 ชุมชน โดยมีเป้าหมายส่งเสริมให้มีการปลูกไม้ยืนต้นเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 2 ล้านต้นต่อปี และเมื่อปลูกแล้ว ก็สามารถนำไม้ยืนต้นนั้นมาเป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. ได้ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งจะช่วยให้เกษตรกรมีเงินทุน เพื่อนำไปใช้จ่ายและลงทุนประกอบอาชีพ

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.