Header Ads

Header ADS

กมธ.ท่องเที่ยววุฒิสภาระดมสมองผ่าทางตันหลังวิกฤตโควิด ผลักดันไทยสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลก

กมธ.ท่องเที่ยววุฒิสภาระดมสมองผ่าทางตันหลังวิกฤตโควิด ผลักดันไทยสู่เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพโลก

กมธ.การท่องเที่ยววุฒิสภา ระดมสมองผ่าทางตันหลังวิกฤตโควิด 19 ทุกฝ่ายขานรับผลักดันประเทศไทยสู่ “เมืองท่องเที่ยวเชิงสุขภาพของโลก” เชื่อมีศักยภาพพอ

ในการสัมมนา “การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพหลังวิกฤตโควิด 19” ของคณะกรรมาธิการการท่องเที่ยววุฒิสภา เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ได้เชิญหน่วยงานภาครรัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมสัมมนากว่า 100 คน มีหลายประเด็นที่น่าสนใจ โดยเฉพาะความคิดเห็นของกูรูด้านการท่องเที่ยว และด้านสุขภาพ ที่ได้แบ่งปันประสบการณ์และให้ข้อเสนอแนะไว้อย่างน่าสนใจ
พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ประธานกรรมาธิการท่องเที่ยววุฒิสภา ซึ่งเป็นหัวเรือใหญ่ในการจัดงานในครั้งนี้มองว่า การท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ เป็นอุตสาหกรรมที่มีอนาคต การพัฒนาด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพจึงควรมองในภาพรวมของผลิตภัณฑ์และการบริการด้านการท่องเที่ยวอย่างครบวงจร และนำระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ เข้ามา สนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงสิ่งอำนวยความสะดวกได้ง่ายขึ้น อาทิ การสร้างแพลตฟอร์มเชิงสุขภาพที่มิได้มุ่งเน้นเพียงด้านบริการทางการแพทย์เท่านั้น แต่อาจเพิ่มแอปพลิเคชั่นแนะนำการท่องเที่ยวในประเทศไทย การวางแผนค่าใช้จ่ายสำหรับการท่องเที่ยว ตลอดจนถึงแผนการท่องเที่ยวที่เป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเป็นที่นิยมและเป็นเอกลักษณ์ของประเทศไทย นอกจากนี้ยังสามารถรองรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้ามารับบริการด้านสุขภาพในรูปแบบของครอบครัวได้อีกด้วย
ด้านนางศรีสุด วนภญิโญศักดิ์ รองผู้ว่าการด้านตลาดยโรป แอฟริกาตะวันออก และอเมริกา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ได้สรุปตัวเลขการท่องเที่ยวปี 2562 ว่ามีนักท่องเที่ยวถึง 40 ล้านคน สร้างรายได้เข้าประเทศถึง 1.9 ล้านล้านบาท ในส่วนของการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพมีการสำรวจเมื่อปี 2561 พบว่า มีรายได้ประเทศถึง 45,000 ล้านบาท ก่อนเกิดวิกฤตโควิด นักท่องเที่ยวเข้ามาใช้บริการเพิ่มขึ้นต่อเนื่องตลอด 10 ปีที่ผ่านมา
ขณะที่ แพทย์หญิงวรรณา หาญเชาว์วรกุล นายแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้สรุปตัวเลขผู้ติดเชื้อไวรัสโควิดแล้วกว่า 14 ล้านคน เสียชีวิตกว่า 6 แสนคน และยังคงมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งในทวีปอเมริกา ยุโรป เอเชีย ในส่วนของประเทศไทยนั้นได้ทำแผนความร่วมมือพหุภาคี โดยมีเป้าหมายเพื่อลดโอกาสการแพร่เชื้อเข้าสู่ประเทศไทย ทุกคนในประเทศไทยต้องปลอดภัยจากโควิด 19 และลดผลกระทบทางสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม เพิ่มความมั่นคงของประเทศ โดยปัจจุบันเข้าสู่ในระยะผ่อนปรนระยะที่ 5
นายแพทย์สุรพงศ์ อำพันวงษ์ ที่ปรึกษาสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ได้แสดงความกังวลต่อสถานการณ์โควิด 19 ที่อยู่ในสถานการณ์ยังไม่ปลอดภัย เนื่องจากยังไม่มีวัคซีนในการป้องกันและรักษา โดยระบุว่า ตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันนี้ เชื้อไวรัสโควิด 19 ได้กลายพันธุ์มาแล้วถึง 5 รอบ นอกจากนี้เชื้อไวรัสยังทำลายภูมิคุ้มกันของมนุษย์ และขณะนี้ก็ไม่พบภูมิคุ้มกันระยะยาวในผู้ติดเชื้อแล้วด้วย จึงทำให้มีคำถามว่า วัคซีนที่กำลังวิจัยกันอยู่นั้น จะทันต่อการกลายพันธุ์ของไวรัสหรือไม่ และไวรัสโควิด 19 จะเป็นอมตะทำลายชีวิตผู้คนบนโลกนี้ไปอย่างไม่มีทางรักษาใช่หรือไม่ อย่างไรก็ตามมาตรการที่ประเทศไทยได้ดำเนินการอยู่ในขณะนี้ ส่งผลให้ได้รับคำยกย่องจากทั่วโลก โดยล่าสุด สำนักข่าว CNN ได้ยกย่องว่าประเทศไทย คือ 1 ใน 4 ประเทศ ร่วมกับ ฟินแลนด์ กรีซ นิวซีแลนด์ ที่ผู้นำประเทศและเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ดูแล เอาใจใส่ และบริหารจัดการ ป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด 19 ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด
ด้านแพทย์หญิงประภา วงศแพทย์ นายกสมาคมการท่องเที่ยวเชิงการแพทย์และสุขภาพไทย (TMTA) สรุปถึงอุปสรรคและปัญหาในการดำเนินงานในช่วงวิกฤติโควิด 19 ว่า สมาชิกของสมาคมฯยกเว้นโรงพยาบาลเอกชนจะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีเกือบทั้งหมด อาทิ คลินิคเฉพาะทาง ต่างๆ บริษัทธุรกิจท่องเที่ยว สปา แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก ฯลฯ ซึ่งมีปัญหาคือมีเงินทุนหมุนเวียนที่ ค่อนข้างจำกัด ทำให้ขาดความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจระยะยาวได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งมีสินทรัพย์ค้ำประกันไม่เพียงพอสำหรับการค้ำประกันสินเชื่อทำให้ไม่สามารถเข้าถึงสินเชื่อได้ จึงมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงเรื่องรายได้มาก รวมทั้งขาดความสามารถในการแข่งขันกับกลุ่มทุนที่ใหญ่กว่าและไม่มีภูมิคุ้มกันต่อปัจจัยเสี่ยงอื่น เช่นสถานการณ์โรคระบาดโควิด 19 และการประกาศภาวะฉุกเฉินที่ทำให้การท่องเที่ยวและการบริการสุขภาพ หลายสาขาต้องปิดกิจการลงอย่างกระทันหันและมีความจำเป็นต้องเลิกจ้างพนักงานลูกจ้าง ทำให้ลูกจ้างจำนวนมากไดรั้บผลกระทบไปด้วย
อย่างไรก็ตามแม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการในสาขาการท่องเที่ยวบ้างแล้วเช่นโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน”ที่ให้คูปองส่วนลดโรงแรม 40% คูปองอาหาร 600บาท/วัน และคืนเงินค่าตั๋วเครื่องบิน 40% ซึ่งคาดว่าจะสามารถกระตุ้นการใช้จ่ายให้กับธุรกิจโรงแรม รีสอร์ตร้านอาหารและสายการบินได้ ทางสมาคมฯ จึงขอเสนอให้รัฐบาลเพิ่มการสนับสนุนการท่องเที่ยวรูปแบบโปรแกรมทัวร์สุขภาพ จะทำให้เกิด การจับคู่ธุรกิจต่างๆ โดยมีโรงแรม/รีสอร์ตจับคู่กับโรงพยาบาล/คลินิก สปา แพทย์แผนไทย/แพทย์ทางเลือก และ ผู้ให้บริการอื่น ฯลฯ ทั้งนี้จะเป็นอีกช่องทางที่จะสามารถช่วยกระตุ้นรายได้ในช่วงเวลาที่ยังไม่สามารถเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติได้ตามปกติและยังมีประโยชน์ต่อประชาชนในการดูแลสุขภาพและสอดคล้อง กับสังคมผู้สูงอายุในปัจจุบันด้วย
ขณะที่ นายกรด โรจนเสถียร คณะกรรมาธิการท่องเที่ยว วุฒิสภา ประธานคณะกรรมการยุทธศาสตร์ธุรกิจบริการเพื่อสุขภาพ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และนายกสมาคมสปาไทย ได้หยิบยกถึง เป้าหมายและกลไกลขับเคลื่อนการท่องเที่ยวโดยใช้ บีซีจีโมเดลของรัฐบาล ซึ่งเป็นโมเดลการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ ที่สามารถกระจายรายได้สู่เมืองรอง ลดการเหลื่อมล้ำมุ่งสู่ความยั่งยืน สร้างความมั่นใจให้กับนักท่องเที่ยว สามารถเที่ยวได้สนุกและปลอดภัย และจะกลายเป็นตลาดที่สำคัญของโลก เมื่อท่องเที่ยวเชิงสุขภาพเติบโต ก็จะสามารถเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวเชิงอื่นได้

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.