Header Ads

Header ADS

ปี 63 ต่างชาติลงทุนไทย 252 ราย นำเงินเข้ากว่า 1 หมื่นล้าน จ้างแรงงาน 10,991 คน

img

ปี 63 ต่างชาติลงทุนไทย 252 ราย นำเงินเข้ากว่า 1 หมื่นล้าน จ้างแรงงาน 10,991 คน

“พาณิชย์”เผยปี 63 ต่างชาติยังสนใจเข้ามาลงทุนในไทยภายใต้พ.ร.บ.ต่างด้าวฯ มีจำนวนรวม 252 ราย เพิ่มขึ้น 16.31% ญี่ปุ่นนำโด่งอันดับ 1 มีการนำเงินเข้ามาลงทุนรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท เผยส่วนใหญ่สนใจลงทุนทำธุรกิจให้บริการแก่บริษัทในเครือในกลุ่ม นายหน้าค้าปลีกค้าส่ง และบริการด้านคอมพิวเตอร์ ขุดเจาะปิโตรเลียม และการเงิน มีการจ้างแรงงานคนไทย 10,991 คน เพิ่ม 127% คาดปี 64 ยังรุ่ง ธุรกิจดิจิทัล ธุรกิจเกี่ยวเนื่องอีคอมเมิร์ซมาแน่  
         
นายวีรศักดิ์ หวังศุภกิจโกศล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ปี 2563 ที่ผ่านมา ไทยมีนักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศภายใต้พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542 (พ.ร.บ.ต่างด้าวฯ) จำนวนทั้งสิ้น 252 ราย เพิ่มจากปี 2562 ที่มีจำนวน 217 ราย หรือเพิ่มขึ้น 16.13% โดยญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนสูงสุด จำนวน 92 ราย คิดเป็น 36% รองลงมา คือ สิงคโปร์ จำนวน 38 ราย คิดเป็น 15% อันดับ 3 เนเธอร์แลนด์และฮ่องกง มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนจำนวนเท่ากัน 17 ราย คิดเป็น 17% อันดับที่ 4 เกาหลีใต้ จำนวน 10 ราย คิดเป็น 4% และอื่นๆ จำนวน 78 ราย คิดเป็น 31%
         
สำหรับประเภทธุรกิจที่นักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุด คือ ธุรกิจบริการให้แก่บริษัทในเครือในกลุ่ม เช่น บริการทางบัญชี บริการให้เช่าพื้นที่และสาธารณูปโภค รับจ้างผลิตสินค้า มีจำนวนเงินลงทุนทั้งสิ้น 4,279 ล้านบาท คิดเป็น 40% รองลงมา คือ ธุรกิจนายหน้า ค้าปลีก ค้าส่ง เช่น นายหน้าประกันชีวิตประกันวินาศภัย ค้าปลีกเครื่องจักร เครื่องกล อะไหล่ และอุปกรณ์สำหรับใช้ในอุตสาหกรรม ค้าส่งเคมีภัณฑ์ เครื่องมือแพทย์ ชิ้นส่วนยานยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ เงินลงทุน 994 ล้านบาท คิดเป็น 19% อันดับ 3 ธุรกิจบริการอื่น เช่น บริการด้านคอมพิวเตอร์ บริการขุดเจาะปิโตรเลียม บริการให้คำปรึกษาแนะนำ บริการทางการเงิน เงินลงทุน 456 ล้านบาท คิดเป็น 14% และหากรวมธุรกิจอื่นๆ ทั้งปี 2563 มีการนำเงินเข้ามาลงทุนรวมกว่า 10,000 ล้านบาท
         
ทั้งนี้ ธุรกิจบริการที่นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนและมีมูลค่าการลงทุนสูง เป็นธุรกิจที่สอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล โดยเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับสาธารณูปโภคพื้นฐานของประเทศ เช่น บริการทางวิศวกรรมที่เกี่ยวกับระบบควบคุมอัตโนมัติของโครงการรถไฟฟ้าสายต่างๆ บริการเป็นที่ปรึกษาเพื่อควบคุมการก่อสร้างโครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมสนามบินดอนเมือง สุวรรณภูมิ อู่ตะเภา (EEC) บริการตรวจสอบระบบรักษาความปลอดภัยของอาคารเทียบเครื่องบิน บริการออกแบบ จัดหา ก่อสร้าง ติดตั้ง เครื่องมืออุปกรณ์สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังความร้อน เป็นต้น และยังเป็นธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเป้าหมายใหม่ (S-Curve) อย่างอุตสาหกรรมดิจิทัลที่จะเป็นแรงขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในอนาคต เช่น บริการออกแบบ ติดตั้ง วางระบบแพร่ภาพและกระจายเสียงผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต บริการดิจิทัลแพลตฟอร์มต่างๆ เพื่อเป็นตัวกลางในการเชื่อมต่อสินค้าและบริการของผู้ประกอบการกับผู้บริโภค บริการออกแบบและพัฒนาซอฟต์แวร์ เป็นต้น
         
ขณะเดียวกัน การเข้ามาลงทุนประกอบธุรกิจในไทยของนักลงทุนชาวต่างชาติ ทำให้เกิดการจ้างงานคนไทยกว่า 10,991 คน เพิ่มขึ้นจากปี 2562 ที่มีการจ้างงาน 4,829 คน หรือเพิ่มขึ้น 127% และยังมีการถ่ายทอดเทคโนโลยีอันเป็นองค์ความรู้เฉพาะด้านโดยตรงจากประเทศผู้เข้ามาลงทุนให้ด้วย
         
“ปี 2563 เป็นปีที่การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในไทย เป็นไปในทิศทางที่ดี มีนักลงทุนเข้ามาลงทุนอย่างต่อเนื่อง เป็นผลจากการที่รัฐสร้างบรรยากาศที่ดีในการกระตุ้นให้เกิดการลงทุน มีนโยบายส่งเสริมการลงทุน อำนวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ผ่านนโยบายการส่งเสริมการลงทุนของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) การออกมาตรการจูงใจเป็นพิเศษสำหรับการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจภาคตะวันออก (EEC) หรือการลงทุนในธุรกิจอุตสาหกรรมเป้าหมาย S-Curve และ New S-Curve และยังมีการออกมาตรการต่างๆ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ และสามารถสร้างความเชื่อมั่นแก่นักลงทุนชาวต่างชาติเกี่ยวกับศักยภาพด้านการสาธารณสุขของไทยในการรับมือกับโรคโควิด-19 ได้เป็นอย่างดี”นายวีรศักดิ์กล่าว
         
นายวีรศักดิ์กล่าวว่า ในปี 2564 มั่นใจว่าชาวต่างชาติจะยังเข้ามาลงทุนในไทยอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะมีความท้าทายจากเศรษฐกิจที่ผันผวนทั่วโลก โดยธุรกิจที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาลงทุนและคาดว่าจะเติบโต ส่วนใหญ่จะสอดคล้องกับความต้องการของตลาดและพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงไปของผู้บริโภคในยุค New Normal โดยเฉพาะธุรกิจด้านดิจิทัล e-Commerce และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องในระบบ supply chain เช่น ธุรกิจบริหารจัดการคลังสินค้า ธุรกิจพัฒนาเว็บไซต์หรือแอปพลิเคชัน ธุรกิจบริการสั่งสินค้าออนไลน์ ธุรกิจบริการรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Payment) เป็นต้น
         
ตั้งแต่ปี 2543-2563 ไทยมีนักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนในประเทศ ภายใต้ พ.ร.บ.ต่างด้าวฯ จำนวนทั้งสิ้น 5,824 ราย เงินลงทุนรวมกว่า 323,779 ล้านบาท โดยชาวต่างชาติที่เข้ามาลงทุนมากที่สุด คือ ญี่ปุ่น จำนวน 2,240 ราย คิดเป็น 38% รองลงมา คือ สิงคโปร์ จำนวน 872 ราย คิดเป็น 15% อันดับ 3 ฮ่องกง จำนวน 311 ราย คิดเป็น 6% อันดับที่ 4 เยอรมนี จำนวน 294 ราย คิดเป็น 5% อันดับที่ 5 เนเธอร์แลนด์ จำนวน 258 ราย คิดเป็น 4% และอื่นๆ จำนวน 1,846 ราย คิดเป็น 32% สำหรับประเภทธุรกิจที่นักลงทุนชาวต่างชาติเข้ามาลงทุนมากที่สุด คือ ธุรกิจบริการเป็นสำนักงานผู้แทน/ภูมิภาค จำนวน 1,481 ราย คิดเป็น 26% รองลงมา คือ ธุรกิจนายหน้า ค้าปลีก ค้าส่ง จำนวน 650 ราย คิดเป็น 11% อันดับ 3 ธุรกิจบริการเป็นคู่สัญญาภาครัฐ เอกชน จำนวน 613 ราย คิดดเป็น 11% และ บริการอื่นๆ จำนวน 3,080 ราย คิดเป็น 53%

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.