Header Ads

Header ADS

อิปซอสส์ เผยผลวิจัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต ความคิดเห็น และพฤติกรรมของผู้คนอาเซียน รวมถึงคนไทย อันเป็นผลจากการต้องอยู่ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19

อิปซอสส์ เผยผลวิจัยในเรื่องการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิต ความคิดเห็น และพฤติกรรมของผู้คนอาเซียน รวมถึงคนไทย อันเป็นผลจากการต้องอยู่ท่ามกลางการระบาดของโควิด-19 ถึง 3 ระลอก และย้ำให้เห็นว่า วัคซีน ยังเป็นความหวังที่ทุกคนต่างรอคอย

พิษโควิด ทำการตลาดค้าปลีกเปลี่ยนครั้งใหญ่  รายได้ครัวเรือน - พฤติกรรมการใช้จ่าย - กิจกรรมไลฟ์สไตล์ – ความกังวล และ ความต้องการการดูแลจากรัฐ เปลี่ยนไปดังที่ไม่เคยเป็น

ณ เอ็มไพร์ ทาวเวอร์  วันที่ 9 เมษายน 2564   บริษัท อิปซอสส์ (ประเทศไทย) จำกัด  (Ipsos (Thailand) Co.,Ltd.)  ผู้นำระดับโลกด้านการวิจัยตลาดและสำรวจความคิดผู้บริโภค ผู้ให้บริการงานวิจัยรูปแบบ Customized Research Solution  ออกแบบเฉพาะรายแบบครบวงจร One Stop Service ที่ได้พัฒนาโมเดลโซลูชั่นการวิจัยพร้อมใช้มากที่สุดถึง 75 โซลูชั่นสำหรับตลาดโลกและ 9 โมเดลโซลูชั่นสำหรับตลาดวิจัยไทย โดย นางสาว อุษณา จันทร์กล่ำ (Usana Chantarklum)  กรรมการผู้จัดการ พร้อมด้วย นาย อิษณาติ วุฒิธนากุล (Aitsanart Wuthithanakul) ผู้บริหารฝ่ายพัฒนาธุรกิจและการตลาด ได้เปิดเผยถึงข้อมูลวิจัยชุดสำคัญที่เป็นประโยชน์ทั้งกับภาครัฐ และ ภาคธุรกิจ กับผลการวิจัยเรื่อง  “วิถีชีวิตท่ามกลางวิกฤตโรคระบาดใหญ่ ความคิดเห็น และพฤติกรรมของประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้”  โดยชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงในวิถีชีวิตของผู้คนที่ต้องอาศัยท่ามกลางของการแพร่ระบาดของไวรัสถึง 3 ระลอก  ที่เกิดการเปลี่ยนแปลงทั้งด้านสุขภาพกาย และสุขภาพจิต พร้อมชี้ให้เห็นทิศทางผลกระทบจากพิษโควิดที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนครั้งใหญ่ในวงการค้าปลีก รายได้ครัวเรือน พฤติกรรมการใช้จ่าย กิจกรรมไลฟ์สไตล์ และความกังวลของผู้คนในอาเซียน รวมไปถึงความต้องการวัคซีนที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นความหวังที่แทบทุกคนต่างรอคอย

นายอิษณาติ เปิดเผยว่า ข้อมูลวิจัยชุดนี้อิปซอสส์ตั้งใจทำขึ้นเพื่อแสดงให้เห็นภาพรวมของผลกระทบจากโควิด 19 และเปิดเผยความเห็นของประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันเฉียงใต้ เพื่อเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและภาคธุรกิจโดยรวม โดยรายงานวิจัยชุดนี้ได้ทำการสำรวจในการระบาดของโควิดถึง 3 ระลอก ในช่วงเวลาดังนี้ 

                             เวฟที่ 1-เดือนพฤษภาคม 2563                                                                                              เวฟที่ 2-เดือนกันยายน 2563                                                                                                เวฟที่ 3-เดือนกุมภาพันธ์ 2564  

โดยคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ประเทศละ 500 คน อันได้แก่ สิงคโปร์  มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  ประเทศไทย   ฟิลิปปินส์  และ เวียดนาม รวมทั้งสิ้น 3,000 คน สำหรับการศึกษาในแต่ละระลอก

รายงานวิจัยชี้ให้เห็นถึงความคิดเห็นและความกังวลต่อสภาวะการณ์รวมของสถานการณ์โควิด 19  โดยรวมภายในภูมิภาค   ซึ่งพบสัดส่วนความกังวลของผู้คนในระดับสูงของการแพร่ระบาดทั้ง 3 ระลอก ในอัตรา 45%  50% และ 49%  สำหรับ ระลอก 1 ระลอก 2 และ ระลอก 3 ตามลำดับ โดยอัตราความกังวลโดยรวมของคนไทยกับทั้ง 3 ระลอก พบว่ามีสัดส่วนที่  83%  77%  78%  ตามลำดับ ซึ่งมีระดับความกังวลที่ไม่เปลี่ยนแปลงมากนักเมื่อเกิดการระบาดระลอกใหม่ โดยรายได้ครัวเรือน และเงินออม เป็นประเด็นที่ผู้คนได้รับผลกระทบเป็นลำดับต้น ๆ โดยในส่วนรายได้ครัวเรือน พบว่าในระลอกที่ 3  ผู้คนจากประเทศอินโดนีเซียมีรายได้ครัวเรือนลดลงในระดับต่ำสุดจากทั้ง 6 ประเทศ โดยลดลงในอัตรา 82%  ขณะที่ไทย ตามมาที่อัตรา 80%  ในส่วนของเงินออมพบว่าคนไทยมีเงินออมที่ลดลงโดยเฉพาะหลังการระบาดระลอก 3 ที่คนไทย 80% กล่าวตนมีเงินออมลดลง ซึ่งลดลงมากกว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งอาเซียนในระลอก 3 ที่อยู่ที่ 70%  และเมื่อพิจารณาในมุมของการนำเงินสำรองออกมาใช้จ่ายในช่วง 6 เดือนนี้ จะพบว่าภาพรวมของทั้งภูมิภาค มีครัวเรือนที่มีเงินออมเพิ่มขึ้น 7% ในเวฟ2 และลดลงเหลือ 6% ในเวฟ3 ในทางตรงกันข้ามพบว่าครัวเรือนในอาเซียนที่มีเงินเก็บหายไปมากกว่าครึ่งที่ 16% เท่ากันในเวฟ2 และ เวฟ3 ขณะที่ประเทศไทยเองหากเปรียบเทียบระหว่าง เวฟ 2 และ เวฟ 3 จะพบว่า

         

ทั้งนี้การสำรวจได้ตั้งคำถามกับผู้คนในอาเซียนต่อไปว่าหากรัฐบาลนำมามาตรการปิดกัดกลับมาใช้อีกครั้งเพื่อระงับการแพร่ระบาดที่เกิดขึ้นในอนาคต คุณมีความกังวลต่อที่อาจเกิดขึ้นในระดับใด และเป็นกังวลว่าจะส่งผลต่อรายได้ของคุณหรือไม่ โดยพบว่าความกังวลของคนไทยในคำถามดังกล่าวอยู่ในระดับสูงกว่าค่าเฉลี่ยของคนในภูมิภาค ยิ่งไปกว่านั้นความกังวลยังเพิ่มสูงขึ้นอีกในระลอก 3 นี้ ในอัตรา 82% 81% และ 83% สำหรับ เวฟ1 เวฟ2  และ เวฟ3 ตามลำดับ

นายอิษณาติ เปิดเผยเพิ่มเติมถึงความคิดเห็นและความกังวลที่ผู้คนมีต่ออนาคตของตนเอง ภายหลังที่ได้อยู่ร่วมกับโควิดมาเป็นเวลา 1 ปี พบว่า ผู้คนในภูมิภาคยังคงต้องต่อสู้และเป็นกังวลกับการใช้จ่ายอย่างมัธยัสถ์ต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมองไปยังแนวโน้มสภาวะเศรษฐกิจในอนาคต ซึ่งภาพรวมของคนทั้งภูมิภาค มีความเห็นที่รู้สึกดีกับสภาวะเศรษฐกิจในประเทศของตน ในอัตราเฉลี่ย 30% ส่วนประเทศไทย มีอัตราต่ำสุดในกลุ่ม 6 ประเทศที่ทำการสำรวจ ที่อัตรา 11% และถือว่าเป็นอัตราที่ตกต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วงการระบาดในระลอก 2


เมื่อถามถึงแนวโน้มภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศในอีก 6 เดือนข้างหน้า พบว่าผู้คนในภูมิภาค 42% มองว่าเศรษฐกิจของประเทศตนจะดีขึ้น โดยเมื่อมองลงไปในแต่ละประเทศพบว่า อินโดนีเซีย นำมาเป็นอันดับ 1 – 76%  อันดับ 2 ฟิลิปปินส์  49% สิงคโปร์ อันดับ 3 -  37% อันดับ 4 เวียดนาม  35% และไทย อันดับ 5 รองสุดท้าย ในอัตรา  30% ส่วนอันดับสุดท้าย อันดับ 6 ประเทศมาเลเซีย 24% สำหรับ ไทยก็ยังเป็นสัดส่วนที่ลดลง  เมื่อเทียบกับ การระบาดในระลอก 2 

โควิด กระทบวิถีชีวิตเปลี่ยน  สุขภาพจิตเสีย  ส่งผลให้ผู้คนเปลี่ยนรูปแบบกิจกรรมที่ทำ โดยผลวิจัยชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต กิจกรรมที่ผู้คนอยากทำ และช่วงเวลาที่อยากออกทำกิจกรรม                                                                                                                     

การระบาดของ โควิด 19 สร้างผลกระทบอย่างกว้างขวางและต่อเนื่องต่อวิถีชีวิตในสังคม ตลอดจนความกังวลด้านเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพจิตของผู้คน ทั้งใน มาเลเซีย ไทย และ เวียดนาม ซึ่งต่างต้องเปลี่ยนวิถีชีวิตและกิจกรรมที่เคยทำตามนโยบาย Social Distancing โดยประชากรทั่วทั้งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้   ต่างระมัดระวังที่จะหลีกเลี่ยงการออกไปยังแหล่งชุมนุมที่มีคนมาก มาย  เช่น ยิม สถานบริการด้านกีฬา (Sport facility) แหล่งท่องเที่ยว ตลอดจนอีเว้นท์ต่าง ๆ  โดยผล การวิจัยได้ชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้ชีวิต และช่วงเวลาที่อยากออกไปทำกิจกรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังต่อไปนี้                                                                                                                     

หากเรียงลำดับกิจกรรมที่ผู้คนอยากทำในทันทีจะพบผลลัพธ์ดังต่อไปนี้ 

อันดับแรกคือการไปหาเพื่อนถึงบ้าน 36%  / ใช้รถขนส่งมวลชน 33%  / ไปภัตตาคาร-ร้านอาหาร 28% / ไปยิม – สถานออกกำลังกาย 21%  / ท่องเที่ยวในประเทศ 19% / ไปงานพื้นบ้าน 14%  / ท่องเที่ยวต่างประเทศ 9% ตามลำดับ  

นอกจากนี้ยังระบุถึงช่วงเวลาที่อยากทำตามกิจกรรมเหล่านั้น สำหรับคนไทยสิ่งที่คนไทยอยากทำทันทีก็คือ  -  ไปเยี่ยมเพื่อนหรือครอบครัวถึงบ้าน / ใช้บริการขนส่งสาธารณะ / ไปภัตตาคาร-ร้านอาหาร / ไปยิม หรือ สถานออกกำลังกาย   

ในเรื่องของพฤติกรรมใช้จ่ายภายหลังการแพร่ระบาดระลอกที่ 3 พบว่าผู้คนจะให้ความสำคัญเป็นอย่างมากกับ จำนวนเงินที่ใช้ และไม่ใช้จ่ายกับของชิ้นใหญ่ๆ หรือแม้แต่การลองใช้สินค้าใหม่ๆ และอัพเกรด นอกจากนี้ยังพบว่าคนไทยหันมากักตุนอาหารและของใช้ส่วนตัวเพิ่มขึ้นช่วงการแพร่ระบาดระลอกที่ 3

จากสถิติผลสำรวจแสดงให้เห็นถึงความคิดเห็นของประชาชนในภูมิภาคอาเซียนต่อกิจกรรมด้านการจับจ่ายใช้สอย โดยมีการวิเคราะห์เชิงลึกเพื่อระบุถึงสัดส่วนทางพฤติกรรมในแต่ละข้อที่เพิ่มขึ้นหรือลดลง หากเปรียบเทียบกับช่วงการแพร่ระบาดระลอก 2 โดยพบผลดังนี้

                 

ในภาพรวมพบว่าผู้คนอาเซียนกว่า 67% ยังไม่มั่นใจที่จะซื้อของชิ้นใหญ่ อย่างบ้านหรือรถ โดยผู้คนเลือกจ่ายสิ่งที่จำเป็นกว่าก่อน  ส่วนการใช้จ่ายในผลิตภัณฑ์อื่น ๆ  จะถูกระงับไว้ก่อน   โดยความคิดเห็นเกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายสำหรับสินค้าและบริการที่จะซื้อและใช้นั้น ถูกสำรวจผ่านชุดคำถามว่า “คุณจะใช้มากขึ้น เท่าเดิม หรือ น้อยลง  เมื่อเทียบกับการใช้จ่ายช่วงก่อนเกิดวิกฤตโควิด 19  และหลังการยกเลิกมาตรการจำกัดต่าง ๆ”  พบว่า ผู้คนในอาเซียนเลือกใช้จ่ายกับ การทำอาหารในบ้าน 42%  /  ซื้อผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด 36%  /  ซื้อของใช้ส่วนบุคคล 27%  /  การท่องเที่ยว 20%  / เสื้อผ้า 15% /  ภัตตาคาร-ร้านอาหาร 12%  / งานประเพณี ศิลปะ วัฒนธรรม 11%  เรียงตามลำดับ

      


ดิจิทัลมาแรง เดินหน้าสู่สังคมไร้เงินสด  และสตรีมมิ่ง สวนทางกิจกรรมอื่น

ส่วนกิจกรรมด้านดิจิทัลกลับมีความต้องการสูง เช่น อีคอมเมิร์ซ การใช้จ่ายแบบไม่ใช้เงินสด และสตรีมมิ่ง โดยโควิดทำให้นิสัยคนเปลี่ยนไป กลายเป็นว่ากิจกรรมบางอย่างมีการทำมากขึ้นกว่าช่วงปกติก่อนเกิดโรคระบาดอย่างเด่นชัด ได้แก่ การใช้เวลากับครอบครัวมากขึ้น ใช้เวลาบนโซเชียลมีเดีย ซื้อของออนไลน์ ใช้จ่ายแบบไม่ใช้เงินสดเมื่อไปซื้อของในห้าง รับชมสตรีมมิ่ง และคอนเท้นท์ เช่น Netflix ฯลฯ เป็นสัดส่วนที่สูงขึ้น ในทางตรงกันข้ามกิจกรรมบางอย่างถูกทำน้อยลงไปจนถึงไม่ทำเลย ได้แก่ สูบบุหรี่ หรือใช้ผลิตภัณฑ์ยาสูบอื่น ๆ และดื่มแอลกอฮอล์ โดยสถิติดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงพฤติกรรมด้านอุปนิสัยส่วนตัวหลังจากเผชิญวิกฤตโควิด เปรียบเทียบกับช่วงก่อนเกิดโรคระบาดที่ทำให้การทำกิจกรรมด้านต่าง ๆ เหล่านี้เปลี่ยนไป  โดยจำแนกได้ดังนี้

                 

       ประชากรทั้งไทยและในภูมิภาค ส่งเสียงไปยังรัฐบาล อยากเห็นมาตรการความปลอดภัยจากโควิด โดยความต้องการ การสนับสนุนด้านการเงินให้ครัวเรือนมีอัตราความต้องการสูงขึ้น 

อยู่อย่างปลอดภัยจากโควิด 19 เป็นปัจจัยสำคัญที่สุดสำหรับความคิดเห็นของประชากรในภูมิภาคนี้และคนไทย โดยเมื่อเปรียบเทียบความเห็นของคนทั้งอาเซียน ในการระบาดระลอก 2 และ 3 พบผลลัพธ์ดังนี้ การคุ้มครองอาชีพการงานจาก 21%  ลดลงสู่ 18% ควบคุมราคาสินค้าเพิ่มขึ้นจาก 14% สู่ 15% ปกป้องผู้คนจากภัยจากโควิด 19 เพิ่มขึ้นจาก 48% สู่  50%  และออกมาตรการช่วยเหลือด้านการเงินให้กับครัวเรือนเพิ่มขึ้นจาก 16% สู่ 18% ส่วนความคิดเห็นของคนไทย พบว่ามีอัตราการเรียกร้องสูงขึ้นใน 2 ประการที่สูงขึ้นจาก เวฟ2 ได้แก่ อยากให้รัฐปกป้องทุกคนจากภัยจากโควิด จาก เวฟ2 ในอัตรา 31% เป็น 38% ในเวฟ3  และ ต้องการให้รัฐ ออกมาตรการสนับสนุนด้านการเงินให้ครัวเรือน จาก เวฟ2 ไป เวฟ 3  ในอัตรา 30% เป็น 33% 

ขณะเดียวกันเรื่อง “วัคซีน”  ก็ยังเป็นความหวังที่ผู้คนต่างรอคอย  โดยพบว่าค่าเฉลี่ยของคนทั้งอาเซียนในอัตรา 41% ตั้งใจอย่างยิ่งที่จะรับวัคซีนทันทีเมื่อมีโอกาส 38% ตั้งใจที่รับ มีเพียง 14% ที่อาจจะไม่รับ และอีก 7% ที่ปฏิเสธการรับวัคซีน ทว่าเมื่อมองที่ประเทศไทยกับพบสัดส่วนความตั้งใจรับวัคซีนในทันทีที่อัตรา 35% ตั้งใจรับ 43% อาจจะไม่รับ 15% และปฏิเสธ

การรับวัคซีนที่อัตรา 7% เมื่อนำผลที่เกิดขึ้นมาพิจารณาร่วมกับการแสดงออกถึงความไม่มั่นใจในผลข้างเคียงของวัคซีน ที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียในประเทศไทย สะท้อนถึงความไม่เชื่อมั่นที่ผู้คนชาวไทยมีต่อประสิทธิภาพของวัคซีนที่มีให้เลือก ส่งผลให้ความตั้งใจในการรับวัคซีนลดลงกว่าที่ควรจะเป็น 

อย่างไรก็ตามคนไทยก็ยังมองว่าบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ป่วยโควิด 19 ผู้ที่มีอายุมากกว่า 50 ปี รวมถึงผู้ที่ทำงานรักษาความปลอดภัยและพนักงานทำความสะอาด เป็นกลุ่มที่ควรได้รับวัคซีนเป็นกลุ่มแรก

ดังนั้นการปล่อยวัคซีนที่มีประสิทธิภาพออกมาให้ทันเวลา มีจำนวนเพียงพอ และการสื่อสารเพื่อสร้างความเชื่อมั่นทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัยจึงเป็นปัจจัยที่สำคัญมากที่จะทำให้แผนการฉีดวัคซีนเพื่อปกป้องคนไทยจากไวรัสร้ายประสบผลสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ซึ่งย่อมจะส่งผลดีต่อสภาวะเศรษฐกิจในท้ายที่สุด นายอิษณาติ กล่าวปิดท้าย

เกี่ยวกับผลสำรวจ                                                                                                                   ผลสำรวจชุดนี้ได้มาจากการจัดเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ซึ่งถูกจัดทำขึ้นโดยบริษัท อิปซอสส์ ผู้เข้าร่วมทำแบบสอบถามมีอายุมากกว่า 18 ปีขึ้นไป ประเทศละ 500 คน อันได้แก่ สิงคโปร์  มาเลเซีย  อินโดนีเซีย  ประเทศไทย   ฟิลิปปินส์  และ เวียดนาม รวมทั้งสิ้น 3,000 คน การศึกษาครั้งนี้ถูกจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ถึงวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564

ข้อมูลจากการสำรวจมีการถ่วงน้ำหนักที่แตกต่างกันเพื่อให้กลุ่มตัวอย่างแต่ละกลุ่มสามารถสะท้อนและเป็นตัวแทนของกลุ่มประชากรหลักตามสำมะโนประชากรล่าสุด (demographic profile) ได้ โดยอิปซอสส์คำนวณความแม่นยำของผลสำรวจออนไลน์นี้ มีช่วงความน่าเชื่อถือ (credibility interval) อยู่ที่ +/- 3.5% 

การเผยแพร่ผลสำรวจชุดนี้เป็นไปตามกฎและข้อบัญญัติส่วนท้องถิ่น

เกี่ยวกับอิปซอสส์                                                                                                                                  เป็นบริษัทวิจัยการตลาดที่ใหญ่เป็นอันดับสามของโลก เราดำเนินธุรกิจใน 90 ประเทศ และมีพนักงานรวมกว่า 18,000 คน นักวิจัย นักวิเคราะห์ และผู้เชี่ยวชาญของเราได้ร่วมสร้างสรรค์สมรรถภาพเฉพาะตัวอันหลากหลาย ซึ่งนวัตกรรมด้านวิจัยตลาดของบริษัท สามารถสะท้อนให้เห็นถึงข้อมูลเชิงลึก ทั้งด้านความคิดเห็น ตลอดจนแรงจูงใจของผู้บริโภคทุกภาคส่วนได้ บริษัทมี โซลูชันในการทำวิจัยกว่า 75 รูปแบบ ซึ่งล้วนแล้วตั้งอยู่บนฐานของข้อมูลปฐมภูมิ ที่รวบรวมจากการสำรวจ การวิเคราะห์สื่อออนไลน์ และข้อมูลทั้งเชิงคุณภาพและเชิงประจักษ์

อิปซอสส์ก่อตั้งที่ประเทศฝรั่งเศส ในปี 1975 และเป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้น Euronext ปารีส เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 1999 เราเป็นหนึ่งในบริษัทกลุ่ม SBF 120 หรือกลุ่มบริษัทที่หุ้นมีการซื้อขายมากที่สุดในตลาดหุ้นฝรั่งเศส และกลุ่ม Mid-60 ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทที่มีมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดสูงที่สุดของฝรั่งเศส ทำให้เราสามารถใช้ Deferred Settlement Service (SRD) หรือบริการการระงับคดีรอตัดบัญชีได้

ISIN code FR0000073298, Reuters ISOS.PA, Bloomberg IPS:FP                                                                        สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ https://www.ipsos.com/en-th                                                                                ติดตามอิปซอสส์ไทยแลนด์ได้ที่ LinkedIn, Facebook, Spotify, Instagram, Twitter


ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.