Header Ads

Header ADS

กรมเจรจาฯ หนุน “หอยเป๋าฮื้อ” ใช้เอฟทีเอขยายตลาดต่างประเทศ ชี้จีนมีแววรุ่ง

img

กรมเจรจาฯ หนุน “หอยเป๋าฮื้อ” ใช้เอฟทีเอขยายตลาดต่างประเทศ ชี้จีนมีแววรุ่ง


กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศลงพื้นที่ภูเก็ต หารือผู้ผลิต “หอยเป๋าฮื้อ” พบสินค้าไทยมีศักยภาพ สามารถใช้นวัตกรรมเพิ่มมูลค่าได้มาก ตอบโจทย์ตลาดพรีเมียม พร้อมแนะใช้ประโยชน์จากเอฟทีเอในการทำตลาดส่งออก หลังคู่เจรจา 15 ประเทศลดภาษีให้ไทยแล้ว ชี้ตลาดจีน ไม่ควรมองข้าม เผยยังได้แนะนำการผลิต “ผ้ามัดย้อม” ให้ตรงตามตลาดต้องการ ปูทางขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศด้วย      

นางอรมน ทรัพย์ทวีธรรม อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 9 มี.ค.2564 ได้ลงพื้นที่จังหวัดภูเก็ต และได้เข้าพบผู้บริหารบริษัท ภูเก็ต เป๋าฮื้อ ฟาร์ม จำกัด ซึ่งเป็นผู้ผลิตหอยเป๋าฮื้อ และพบว่าเป็นสินค้าที่มีศักยภาพ หากใช้นวัตกรรมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า เช่น การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เสริมสุขภาพ เครื่องสำอางบำรุงฟื้นฟูผิว และคอลลาเจนสกัดเย็นจากหอยเป๋าฮื้อพร้อมดื่มผสมน้ำผลไม้ เป็นต้น จะสามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะตลาดพรีเมียม และยังสามารถใช้ประโยชน์จากความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสินค้าไทยในการขยายตลาดไปต่างประเทศ
         
ทั้งนี้ ในปัจจุบันประเทศคู่เจรจาเอฟทีเอ ได้แก่ อาเซียน 9 ประเทศ จีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ชิลี เปรู และฮ่องกง ได้ยกเลิกการเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประมง รวมทั้งหอยเป๋าฮื้อสด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูปจากไทยแล้ว ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลีใต้ ยังคงเก็บภาษีประมงบางรายการจากไทย รวมทั้งหอยเป๋าฮื้อที่ 5-16% และอินเดียยังเก็บภาษีนำเข้าสินค้าประมงบางรายการจากไทย
         

“หอยเป๋าฮื้อเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่น่าจับตา มีมูลค่าทางการตลาดสูง เป็นที่นิยมของผู้บริโภคชาวฮ่องกง จีน และญี่ปุ่น โดยนำเข้าในรูปแบบอาหารสดแช่แข็ง และอาหารกระป๋องและแปรรูป และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผู้ประกอบการไทยสามารถเพาะเลี้ยงหอยชนิดนี้ในเชิงพาณิชย์ได้ และได้รับการยอมรับว่ามีคุณภาพดี เนื้อเยอะ และเปลือกน้อย จึงช่วยลดการนำเข้าและทำให้ไทยส่งออกไปต่างประเทศได้ โดยเฉพาะจีน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่และไม่เก็บภาษีนำเข้าหอยเป๋าฮื้อสด แช่เย็น แช่แข็ง และแปรรูปจากไทยแล้ว ทำให้มีโอกาสในการขยายตลาดส่งออก และที่สำคัญยังสามารถใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้เอฟทีเอในการส่งออกได้ด้วย”นางอรมนกล่าว

ในปี 2563 ไทยเป็นผู้ส่งออกสินค้าประมงอันดับที่ 13 ของโลก มีมูลค่า 1,567.13 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกสำคัญ ได้แก่ ญี่ปุ่น จีน สหรัฐฯ อาเซียน และเกาหลีใต้ สำหรับสินค้าหอยเป๋าฮื้อ ไทยส่งออกมูลค่า 4,788 เหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกสินค้าประเภทเป๋าฮื้อปรุงแต่ง ตลาดหลัก คือ เกาหลีใต้  
         
นางอรมนกล่าวว่า กรมฯ ยังได้จัดสัมมนาให้ความรู้กับวิสาหกิจชุมชนกลุ่มเกษตรกร “พรชนก” ผู้ผลิตผ้ามัดย้อมสีธรรมชาติ โดยผู้เชี่ยวชาญได้มีการแนะนำผู้ประกอบการให้เรียนรู้แนวทางและเทคนิคการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงกับความต้องการของตลาด เพื่อให้สามารถพัฒนาและยกระดับสินค้าผ้ามัดย้อมท้องถิ่นจากวัตถุดิบธรรมชาติให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีเอกลักษณ์ และมีรูปแบบที่น่าสนใจ และเป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อขยายตลาดในประเทศและต่างประเทศ
         
สำหรับการลงพื้นที่ในครั้งนี้ เป็นการต่อยอดจากการลงพื้นที่เมื่อปีที่แล้ว เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการและชุมชนในจังหวัดภูเก็ตที่ประสบปัญหาขาดรายได้จากการท่องเที่ยว เนื่องจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ 5 ชุมชนในตำบลกะรน ได้รวมตัวกันผลิตผ้ามัดย้อมจากวัตถุดิบธรรมชาติในท้องถิ่น สร้างแบรนด์ “ภูษาเล” หรือ “ผ้าจากทะเล” เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนทดแทนรายได้จากการท่องเที่ยว


ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.