Header Ads

Header ADS

“พาณิชย์”จับมือเอกชน-ทูตพาณิชย์ ถกผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ เพิ่มโอกาสส่งออกข้าวไทย

img

“พาณิชย์”จับมือเอกชน-ทูตพาณิชย์ ถกผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ เพิ่มโอกาสส่งออกข้าวไทย

กรมการค้าต่างประเทศจับมือสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ทูตพาณิชย์ ณ กรุงมะนิลา ประชุมผ่านวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ กับผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ เร่งกระชับความสัมพันธ์ เพิ่มโอกาสขายข้าวไทย ยันข้าวไทยมีเพียงพอ มีข้าวพื้นนิ่มที่ฟิลิปปินส์ต้องการ พร้อมลุยจัดกิจกรรมโปรโมต สร้างการรับรู้ กระตุ้นการบริโภคข้าวไทย ช่วงไตรมาส 3-4 นี้ หลังโควิด-19 คลี่คลาย เป้าต่อไปเล็งหารือบังกลาเทศ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย
         
นายกีรติ รัชโน อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรมฯ ได้ร่วมกับสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา จัดประชุมหารือกับผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์ ผู้ประกอบการห้างค้าปลีกและตัวแทน ผู้กระจายสินค้า กว่า 22 ราย ผ่านระบบวิดีโอ คอนเฟอเรนซ์ เป็นครั้งแรก หลังจากที่รัฐบาลฟิลิปปินส์ยกเลิกนโยบายการจำกัดการนำเข้าข้าวเชิงปริมาณและอนุญาตให้ผู้นำเข้าเอกชนสามารถนำเข้าข้าวได้อย่างเสรี เพื่อกระชับความสัมพันธ์ สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพข้าวไทยให้แก่ผู้นำเข้า และผลักดันให้ส่วนแบ่งตลาดข้าวไทยในฟิลิปปินส์เพิ่มสูงขึ้น เพราะการเปลี่ยนแปลงนโยบายดังกล่าว ส่งผลให้ฟิลิปปินส์กลายเป็นประเทศผู้นำเข้าข้าวรายใหญ่ที่สุดของโลกในปี 2562 ด้วยปริมาณการนำเข้าข้าวสูงถึง 2.77 ล้านตัน และมีแนวโน้มว่าฟิลิปปินส์จะมีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมค้าข้าวโลกต่อไปอีกในช่วง 2-3 ปีนี้
         
โดยในการประชุมครั้งนี้ สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยรายงานสถานการณ์การผลิตข้าวไทยให้ผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ทราบว่า ในปีนี้ไทยจะมีผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการเพาะปลูกข้าว ส่งผลให้ราคาข้าวไทยลดลงในระดับที่สามารถแข่งขันกับประเทศอื่นได้มากขึ้น และไทยยังอยู่ในระหว่างการพัฒนาข้าวขาวพื้นนิ่มพันธุ์ กข 79 และ กข 87 ซึ่งคาดว่าจะสามารถออกสู่ตลาดได้ภายในระยะเวลา 1–2 ปี
        
ส่วนผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ ได้แลกเปลี่ยนข้อมูลสถานการณ์ข้าวในประเทศว่า การเปลี่ยนแปลงนโยบายการนำเข้าข้าว ส่งผลให้ตลาดข้าวในฟิลิปปินส์มีการแข่งขันกันมากขึ้น แต่ราคาข้าว ถือเป็นปัจจัยหลัก ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจนำเข้าข้าวจากต่างประเทศ ซึ่งข้าวไทยมีราคาสูงกว่าข้าวจากประเทศอื่น เช่น อินเดียและเวียดนาม และกลุ่มผู้นำเข้ายังได้ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันผู้บริโภคข้าวฟิลิปปินส์ มีความนิยมการบริโภคข้าวขาวพื้นนุ่มที่มีราคาไม่แพง โดยเฉพาะข้าวใหม่ที่มีอายุน้อยกว่า 6 เดือน เนื่องจากจะมีรสชาติอร่อยและนุ่มกว่าข้าวเก่า และผู้บริโภคฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่เห็นว่าข้าวไทยเป็นข้าวคุณภาพที่มีรสชาติดี แต่มีราคาสูงเมื่อเทียบกับข้าวจากแหล่งอื่น
         
นอกจากนี้ กลุ่มผู้นำเข้าได้เสนอให้จัดกิจกรรมประชาสัมพันธ์ส่งเสริมการขายข้าวไทยในฟิลิปปินส์ เช่น การจัดกิจกรรม Instore Promotion ในห้างสรรพสินค้าหรือห้างค้าปลีก โดยในช่วงแรกเสนอให้มีการลดราคาข้าวไทย เพื่อให้ผู้บริโภคฟิลิปปินส์ได้ลองชิมรสชาติข้าวไทย และเพิ่มส่วนแบ่งตลาดให้สูงขึ้น โดยผู้นำเข้าฟิลิปปินส์มีความยินดีที่จะร่วมมือกับรัฐบาลไทยและสมาคมผู้ส่งออกข้าวไทยในการจัดกิจกรรมดังกล่าว

ทั้งนี้ สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ กรุงมะนิลา ในฐานะเซลล์แมนประเทศ มีแผนจัดกิจกรรมเพื่อสร้างการรับรู้และความต้องการข้าวไทยในกลุ่มผู้บริโภคฟิลิปปินส์ คาดว่าจะสามารถดำเนินกิจกรรมดังกล่าวได้ในช่วงไตรมาสที่ 3–4 หลังจากที่สถานการณ์โควิด-19 ดีขึ้น
         
สำหรับการหารือกับผู้นำเข้าฟิลิปปินส์ผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ดังกล่าว เป็นการดำเนินการตามแผนยุทธศาสตร์ข้าวไทยปี 2563–2567 ภายใต้หลักการ “ตลาดนำการผลิต” ซึ่งเป็นนโยบายของนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ให้เน้นการพัฒนาข้าวไทยให้ตรงกับความต้องการของตลาดและปรับบทบาทของทูตพาณิชย์ในฐานะเซลล์แมนประเทศให้ทำงานเชิงรุกและเข้าถึงกลุ่มลูกค้าให้มากขึ้น และในระยะต่อไป กรมฯ มีแผนหารือกับบังกลาเทศ ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย และมาเลเซีย เพื่อผลักดันและส่งเสริมให้ข้าวไทยมีส่วนแบ่งในตลาดเป้าหมายเพิ่มขึ้นต่อไป

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.