Header Ads

Header ADS

“พิโกไฟแนนซ์”โดดร่วมวงปล่อยกู้ ใช้ไม้ยืนต้นค้ำ วงเงิน 5 หมื่นถึง 1 แสนต่อราย

img

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าเผย “พิโกไฟแนนซ์” เริ่มสนใจปล่อยสินเชื่อโดยรับไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันเพิ่มขึ้น วงเงินตั้งแต่ 5 หมื่นถึง 1 แสนบาทต่อราย ล่าสุดปล่อยแล้วกว่า 4 ล้านบาท รับไม้ยืนต้นค้ำประกัน 96,277 ต้น ส่วนสถาบันการเงินปล่อยกู้ 130 ล้านบาท เป็นส่วนของธ.ก.ส. 2.35 ล้านบาท ชี้ช่วยเกษตรกร ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งเงินทุน เตือนต้องมีวินัย นำเงินไปใช้ประโยชน์ และจ่ายหนี้ตามเวลา
         
นายทศพล ทังสุบุตร อธิบดีกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เปิดเผยว่า ตั้งแต่กฎกระทรวงกำหนดให้ทรัพย์สินอื่นเป็นหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2561 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 พ.ย.2561 โดยกำหนดให้ไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินที่สามารถนำมาใช้เป็นหลักประกันเพื่อขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินได้ จนถึงปัจจุบัน ณ วันที่ 30 มิ.ย.2564 มีสถาบันการเงินและผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อรายย่อยอเนกประสงค์ (พิโกไฟแนนซ์) รับไม้ยืนต้นเป็นหลักประกันทางธุรกิจแล้วจำนวน 119,498 ต้น มูลค่าสินเชื่อรวมกว่า 134 ล้านบาท โดยเป็นการให้สินเชื่อโดยสถาบันการเงินจำนวน 23,221 ต้น มูลค่าสินเชื่อกว่า 130 ล้านบาท ต้นไม้ที่นำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ ได้แก่ สัก มะขาม มะกอกป่า สะเดา ตะโก แดง ประดู่ป่า เป็นต้น และในจำนวนนี้ เป็นสินเชื่อของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) จำนวน 221 ต้น มูลค่าสินเชื่อ 2.35 ล้านบาท และเป็นการให้สินเชื่อโดยพิโกไฟแนนซ์ จำนวน 96,277 ต้น มูลค่าสินเชื่อ 4.03 ล้านบาท ต้นไม้ที่นำมาใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจส่วนใหญ่ ได้แก่ ยาง ยางพารา สัก เป็น
         
ทั้งนี้ จากตัวเลขดังกล่าว สะท้อนให้เห็นถึงการเข้ามารุกตลาดสินเชื่อของธุรกิจพิโกไฟแนนซ์ โดยเห็นว่าไม้ยืนต้นเป็นทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่ใช้เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันได้ นอกเหนือจาก บัญชีเงินฝาก รถจักรยานยนต์ รถยนต์ เป็นต้น ส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่กรมฯ ผลักดันผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อทราบถึงประโยชน์แนวทางการใช้ไม้ ได้เห็นคุณค่าของไม้ยืนต้น และพร้อมที่จะใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน ทำให้เกษตรกรและผู้ปลูกไม้ยืนต้น ที่ไม่มีทรัพย์สินในการขอกู้เงิน ได้มีโอกาสในการเข้าถึงเงินทุนได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น โดยใช้ต้นไม้ที่มีอยู่เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน แม้จะได้วงเงินสินเชื่อไม่สูงมากประมาณ 50,000-100,000 บาทต่อราย แต่ก็ช่วยลดการกู้ยืมเงินนอกระบบที่ไม่เป็นธรรม ผิดกฎหมาย และสร้างภาระให้เกษตรกรในระยะยาว

“คาดว่าในอนาคต ธุรกิจพิโกไฟแนนซ์ จะมีการให้สินเชื่อแก่เกษตรกรและผู้ปลูกไม้ยืนต้น กรณีนำไม้ยืนต้นมาเป็นหลักประกันมากขึ้น ช่วยให้เกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยที่ต้องการเงินทุนจำนวนไม่มากสามารถนำต้นไม้ที่มีอยู่แล้วมาใช้ประโยชน์เป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินโดยไม่ต้องตัดหรือโค่นต้นไม้”นายทศพลกล่าว
         
นอกจากนี้ กรมฯ ขอเตือนเกษตรกรและผู้ประกอบธุรกิจรายย่อยที่กู้เงินจากสถาบันการเงินหรือพิโกไฟแนนซ์ โดยใช้ไม้ยืนต้นเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกัน โดยผู้ให้หลักประกัน (ลูกหนี้) ต้องมีวินัยทางการเงิน นำเงินไปใช้ในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ รวมถึงมีวินัยในการชำระหนี้ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ให้สินเชื่อ เพราะหากผู้ให้หลักประกัน (ลูกหนี้) ผิดนัดชำระหนี้ต้องยินยอมให้ผู้รับหลักประกัน (ผู้ให้กู้) ดำเนินการยึดหลักประกันได้ เพราะกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจกำหนดวิธีการบังคับหลักประกันไว้โดยเฉพาะว่า การบังคับหลักประกันที่เป็นทรัพย์สิน ผู้รับหลักประกันสามารถดำเนินการบังคับหลักประกันเองได้ โดยผู้ให้หลักประกันต้องยินยอมส่งมอบการครอบครองทรัพย์สินให้กับผู้รับหลักประกัน เพื่อนำทรัพย์สินไปจำหน่ายแล้วนำเงินมาชำระหนี้ต่อไป
         
ปัจจุบัน ข้อมูล ณ วันที่ 30 มิ.ย.2564 ประเทศไทยมีผู้ประกอบธุรกิจให้สินเชื่อรายย่อยอเนกประสงค์ (พิโกไฟแนนซ์) ภายใต้การกำกับของสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง จำนวนทั้งสิ้น 984 ราย แบ่งเป็น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 580 ราย ร้อยละ 58.95 ภาคเหนือ 125 ราย ร้อยละ 12.70 ภาคกลาง 86 ราย ร้อยละ 8.73 กรุงเทพมหานคร 75 ราย ร้อยละ 7.63 ภาคตะวันออก 66 ราย ร้อยละ 6.70 และภาคใต้ 52 ราย ร้อยละ 5.29
         
สำหรับกฎหมายหลักประกันทางธุรกิจเป็นกลไกสำคัญในการส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบธุรกิจ (โดยเฉพาะธุรกิจเอสเอ็มอี) สามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ง่ายมากขึ้น โดยผู้ประกอบธุรกิจสามารถนำทรัพย์สินที่มีมูลค่าอื่นที่ใช้ในการประกอบธุรกิจมาเป็นหลักประกันการชำระหนี้ได้โดยไม่ต้องส่งมอบทรัพย์สินนั้น โดยกำหนดให้ทรัพย์สินที่สามารถนำมาเป็นหลักประกันทางธุรกิจได้มีจำนวน 6 ประเภท ได้แก่ 1.กิจการ 2.สิทธิเรียกร้อง เช่น สัญญาเช่า บัญชีเงินฝากธนาคาร ลูกหนี้การค้า เป็นต้น 3.สังหาริมทรัพย์ที่ผู้ให้หลักประกันใช้ในการประกอบธุรกิจ เช่น เครื่องจักร สินค้าคงคลัง หรือวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิตสินค้า เป็นต้น 4.อสังหาริมทรัพย์ในกรณีที่ผู้ให้หลักประกันประกอบธุรกิจอสังหาริมทรัพย์โดยตรง เช่น ที่ดินจัดสรร หมู่บ้านจัดสรร เป็นต้น 5.ทรัพย์สินทางปัญญา เช่น เครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ เป็นต้น 6.ทรัพย์สินอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง (ไม้ยืนต้น)

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.