Header Ads

Header ADS

รัฐ–เอกชน พร้อมเดินหน้า “วัตถุดิบสีเขียว” รองรับตลาดอนาคต

รัฐ–เอกชน พร้อมเดินหน้า “วัตถุดิบสีเขียว” รองรับตลาดอนาคต  

 

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยเผย กรมปศุสัตว์เห็นชอบความร่วมมือการดำเนินโครงการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศให้เข้าสู่ระบบ “วัตถุดิบสีเขียว” ทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลัง โดยทำหนังสือแจ้งโรงงานอาหารสัตว์ทุกแห่ง ให้ดำเนินการตามแนวทางรักษ์สิ่งแวดล้อม ภายใน 5 ปี รองรับความต้องการของตลาดในอนาคตอย่างยั่งยื  

 

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย กล่าวว่า สภาวการณ์การผลิตสินค้าอาหาร และการค้าโลกมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ธุรกิจปศุสัตว์และสัตว์น้ำต้องมีการปรับตัวอยู่ตลอดเวลา โดยปัจจุบันตลาดในต่างประเทศมีนโยบายที่มุ่งเน้นไปในด้านการผลิตสินค้าที่ยั่งยืน และเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเงื่อนไขการแข่งขันทางการค้าที่อยู่เหนือการแข่งขันด้านราคา เช่น สหภาพยุโรป และสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นตลาดหลักในการส่งออกสินค้าปศุสัตว์ของไทย ได้ออกมาตรการเกี่ยวกับสินค้ายั่งยืนอาทิ EU Green deal และ ESG: Environmental Social and Governance เป็นต้น 

 

ขณะที่ภาคเอกชนมักจะเคลื่อนไหวและบังคับใช้มาตรฐานต่างๆ อย่างรวดเร็วกว่าภาครัฐ อาทิ Tescoและ Walmart ที่ได้ออกนโยบายเกี่ยวกับสินค้ายั่งยืน โดยจะตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มาของสินค้า เช่น พืชวัตถุดิบที่นำมาผลิตอาหารสัตว์จะต้องไม่มาจากการทำลายป่า เป็นต้น  หากไทยไม่ปรับตัวในประเด็นนี้ให้ทันเวลา อุตสาหกรรมอาหารของไทยจะสูญเสียความสามารถในการแข่งขันทันที

  



 

“ในอนาคตสินค้าอาหารในตลาดโลก จะไม่ได้แข่งขันกันที่ราคาหรือคุณภาพความปลอดภัยเท่านั้น แต่ต้องแข่งกันในจุดที่สินค้านั้นเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ที่ผ่านมา เรามีมาตรฐานการปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีและปลอดภัย (GAP) มีการส่งเสริมการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์หลังนา และลดการปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ป่า เช่น โครงการไม่เขา ไม่เผา เราซื้อ ซึ่งรณรงค์ส่งเสริมกันมาโดยตลอด ดังนั้น การที่กรมปศุสัตว์เป็นผู้นำในประเด็นนี้และพร้อมที่จะเป็นแกนกลางของภาครัฐในการสนับสนุนส่งเสริมให้วัตถุดิบอาหารสัตว์เป็นวัตถุดิบสีเขียว ที่ตรวจสอบแหล่งที่มาได้ว่าไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม นับเป็นทิศทางที่ถูกต้อง และตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลกในอนาคตได้” นายพรศิลป์กล่าว  




ทั้งนี้ วัตถุดิบอาหารสัตว์ เป็นต้นทางของห่วงโซ๋การผลิตอาหาร โดยสมาคมฯ จะดำเนินการร่วมกับกรมปศุสัตว์ เพื่อให้วัตถุดิบหลักทั้งสามชนิด ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ข้าว และมันสำปะหลัง เข้าสู่ระบบสีเขียวทั้งหมด ภายใน 5 ปี คือ ตั้งแต่ปี 2565-2570  

 

นอกจากนี้ นายพรศิลป์ยังกล่าวถึง กรณีข้าวของชาวนาในขณะนี้ที่มีราคาตกต่ำ เนื่องจากส่งออกไม่ได้ สมาชิกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทยมีการหารือร่วมกับภาครัฐและโรงสีมาระยะหนึ่งแล้ว และสมาคมพร้อมที่จะช่วยเหลือและยืนเคียงข้างชาวนา  โดยทำการรับซื้อปลายข้าว เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของชาวนา และนำมาทดแทนปริมาณข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ที่ยังไม่เพียงพอ  ซึ่งสมาชิกแต่ละบริษัทได้ติดต่อประสานความร่วมมือกับโรงสีข้าวแล้วหลายแห่ง   

 

“จริงๆแล้ว ข้าว เป็นหนึ่งในวัตถุดิบอาหารสัตว์ที่สำคัญ ไม่ใช่วัตถุดิบทดแทน และข้าวถือเป็นวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ง่ายกว่าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ เพราะที่นาส่วนใหญ่เป็นที่ลุ่ม และมีเอกสารสิทธิ์แสดง ไม่ใช่พืชที่ปลูกง่ายในพื้นที่ภูเขาหรือขาดน้ำ ดังนั้น แนวทางการพัฒนาข้าวให้เป็นวัตถุดิบสีเขียว จึงมีความเป็นไปได้ง่ายและน่าจะรวดเร็วกว่าพืชชนิดอื่น“ นายพรศิลป์กล่าวและว่า  

 

โครงการพัฒนาการผลิตวัตถุดิบอาหารสัตว์ในประเทศให้เข้าสู่ระบบ “วัตถุดิบสีเขียว”  จะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างจริงจังของทุกภาคส่วนในห่วงโซ่การผลิต โดยต้องตระหนักเสมอว่า ต่อให้ผลิตสินค้าออกมาได้ในราคาถูกเพียงใด หากมีบางข้อต่อของห่วงโซ่ยังคงทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว สินค้านั้นก็ขายไม่ได้อยู่ดี./  

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.