Header Ads

Header ADS

นโยบายควบคุมการส่งออกข้าวของอินเดีย : หน้าต่างแห่งโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมข้าวไทย

นโยบายควบคุมการส่งออกข้าวของอินเดีย : หน้าต่างแห่งโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมข้าวไทย

ความต้องการข้าวไทยในตลาดโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นมาก ส่งผลให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในอุตฯ ข้าวไทยทั้งหมด ควรร่วมมือใช้โอกาสนี้ในการดึงส่วนแบ่งตลาดข้าวโลก

ผู้ส่งออกข้าวอันดับ 1 ของโลก ออกนโยบายระงับและจำกัดการส่งออกข้าว


เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2022  ที่ผ่านมา อินเดียซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวอันดับหนึ่งของโลก มีส่วนแบ่งตลาด 40.7% ประกาศระงับการส่งออกปลายข้าวและจำกัดการส่งออกข้าวเปลือก ข้าวขาวและข้าวกล้องทุกชนิด ด้วยการเก็บภาษีส่งออก 20% อย่างไม่มีกำหนด เพื่อให้ผลผลิตข้าวมีเพียงพอต่อความต้องการบริโภคในประเทศ  
 

EIC วิเคราะห์ผลกระทบจากความเป็นไปได้ด้านนโยบายข้าวของอินเดียเป็น 2 กรณี  

เนื่องจากนโยบายการส่งออกข้าวของอินเดียยังมีความไม่แน่นอนสูง EIC จึงทำการวิเคราะห์ผลกระทบจากพัฒนาการของนโยบายที่อาจเกิดขึ้นได้ใน 2 กรณี คือ (1) อินเดียดำเนินนโยบายตามที่ได้ประกาศออกมาในปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ของอินเดียจะออกสู่ตลาด และ (2) อินเดียมีการออกนโยบายระงับการส่งออกข้าวเพิ่มเติม ให้ครอบคลุมถึงข้าวเปลือก ข้าวนึ่ง ข้าวขาว และข้าวกล้องด้วย  และมีการดำเนินนโยบายดังกล่าวต่อเนื่องไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2023 เหมือนกับกรณีแรก โดยผลการศึกษาพบว่า นโยบายของอินเดียจะส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวโลกใน 2 ลักษณะ กล่าวคือ นโยบายระงับการส่งออกข้าวจะส่งผลให้ปริมาณข้าวของอินเดียหายไปจากตลาดโลก ขณะที่นโยบายจำกัดการส่งออกข้าวด้วยการเก็บภาษีจะส่งผลให้ราคาข้าวของอินเดียในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและเสียเปรียบด้านการแข่งขันด้านราคา
 
นโยบายส่งออกข้าวของอินเดียจะส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวโลกอย่างมีนัยสำคัญ

EIC พบว่า นโยบายของอินเดีย ในกรณีที่ 1 และ 2 จะกระทบต่อปริมาณการค้าข้าวโลกคิดเป็นสัดส่วน 18.3% และ 33.5% ของปริมาณการค้าข้าวโลก ตามลำดับ  โดย EIC คาดว่า ในกรณีที่ 1 ราคาข้าวโลกในปี 2023 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.8%YOY ขณะที่ในกรณีที่ 2 ราคาข้าวโลกจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 66.3%YOY โดย เซเนกัล จีน บังกลาเทศ เบนินและเนปาล จะเป็นประเทศที่ได้รับผลกระทบเชิงลบมากที่สุดจากนโยบายระงับและจำกัดการส่งออกข้าว เนื่องจากพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากอินเดียในระดับสูง ในขณะที่ประเทศผู้ส่งออกข้าว อย่าง ไทย เวียดนามและปากีสถาน จะได้รับผลกระทบเชิงบวกจากการที่ราคาข้าวโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นและความต้องการนำเข้าเพื่อทดแทนข้าวอินเดียที่เพิ่มขึ้น โดยคาดว่าไทยจะได้รับประโยชน์สูงที่สุด จากการเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ของโลก
 
ผู้มีส่วนได้เสียในอุตสาหกรรมข้าวไทยจะได้รับผลกระทบทั้งในเชิงบวกและเชิงลบ

นโยบายส่งออกข้าวของอินเดียจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมข้าวไทย ผ่านช่องทางราคาและปริมาณการส่งออก โดย กรณีที่ 1 ราคาข้าวเปลือกเจ้าของไทยในปี 2023 จะปรับตัวเพิ่มขั้น 11.1%YOY กรณีที่ 2 ราคาข้าวเปลือกเจ้าของไทยอาจปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 46.5%YOY ในขณะเดียวกัน ราคาขายปลีกข้าวขาวของไทยจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 8.7%YOY และ 36.4%YOY ในกรณีที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ในส่วนของผลกระทบต่อปริมาณการส่งออกข้าวของไทย พบว่า  ปริมาณการส่งออกข้าวจะปรับตัวเพิ่มขึ้น 18.4%YOY และ 73.0%YOY ในกรณีที่ 1 และ 2 ตามลำดับ โดยราคาข้าวเปลือกและปริมาณการส่งออกที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น จะส่งผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โรงสีและผู้ส่งออกข้าว ในขณะที่ราคาขายปลีกข้าวในประเทศที่เพิ่มขึ้น จะส่งผลเสียต่อผู้บริโภคและอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ เนื่องจากจะมีค่าใช้จ่ายในการซื้อข้าวที่เพิ่มขึ้น  

นโยบายของอินเดียเป็นหน้าต่างแห่งโอกาสให้ไทยดึงส่วนแบ่งตลาดข้าวโลกกลับมา

ความต้องการข้าวไทยในตลาดโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้นมากจากนโยบายควบคุมการส่งออกข้าวของอินเดีย ส่งผลให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องทั้งหมดในห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรมข้าวไทย ควรจะร่วมมือกันใช้โอกาสนี้ในการดึงส่วนแบ่งตลาดข้าวโลกกลับคืนมา ซึ่งการที่จะสามารถดึงส่วนแบ่งตลาดข้าวโลกกลับมาได้อย่างยั่งยืนนั้น ผู้เล่นในอุตสาหกรรมข้าวไทย จะต้องเร่งปรับตัวเพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงของปัจจัยเสี่ยงทั้งจากภายในและภายนอกประเทศ ที่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของข้าวไทยในตลาดโลก ทั้งในปัจจุบันและอนาคต

นโยบายควบคุมการส่งออกข้าวของอินเดีย : หน้าต่างแห่งโอกาสสำหรับอุตสาหกรรมข้าวไทย

ผลกระทบต่อตลาดข้าวโลก

การดำเนินนโยบายดังกล่าวของอินเดียจะส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวโลกใน 2 ลักษณะ กล่าวคือ นโยบายระงับการส่งออก จะส่งผลให้ผลผลิตข้าวหายไปจากตลาดโลก โดยปริมาณข้าวในตลาดโลกที่ลดลง จะผลักดันให้ราคาข้าวในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นและส่งผลให้ประเทศผู้นำเข้าข้าวจำเป็นต้องหาแหล่งนำเข้าข้าวใหม่ เพื่อทดแทนข้าวจากอินเดียที่หายไป ซึ่งจะส่งผลต่อเนื่องให้ทั้งความต้องการและราคาข้าวของประเทศผู้ส่งออกข้าวอื่น ๆ ปรับตัวเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ในขณะที่นโยบายจำกัดการส่งออกด้วยการเก็บภาษีส่งออก 20% จะส่งผลให้ราคาข้าวของอินเดียในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นทันที 20% โดยเมื่อราคาข้าวของอินเดียปรับตัวเพิ่มขึ้น ราคาข้าวของประเทศผู้ส่งออกอื่น ๆ ก็มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย จากความต้องการนำเข้าข้าวเพื่อทดแทนข้าวอินเดียที่เพิ่มขึ้น

นโยบายของอินเดีย จะส่งผลกระทบต่อตลาดข้าวโลกมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับว่าพัฒนาการของนโยบายดังกล่าวว่าจะมีแนวโน้มเปลี่ยนไปในลักษณะใด เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายทางการค้าของอินเดียยังมีความไม่แน่นอนสูง  EIC จึงได้ทำการประเมินผลกระทบจากพัฒนาการของนโยบายที่อาจเป็นไปได้ใน 2 กรณี ดังนี้

(1) อินเดียดำเนินนโยบายตามที่ได้ประกาศออกมาในปัจจุบันโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2023 ซึ่งเป็นช่วงที่ผลผลิตข้าวฤดูกาลใหม่ของอินเดียจะออกสู่ตลาด และ (2) อินเดียมีการออกนโยบายระงับการส่งออกข้าวเพิ่มเติม ในเดือนธันวาคม 2022 ให้ครอบคลุมข้าวขาว ข้าวนึ่ง ข้าวเปลือกและข้าวกล้องด้วย  และมีการดำเนินนโยบายดังกล่าวไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2023 เหมือนกับกรณีแรก ทั้งนี้ อินเดียเคยมีนโยบายระงับการส่งออกข้าวขาว ข้าวนึ่ง ข้าวเปลือก ข้าวกล้องและปลายข้าว (ยกเว้นข้าวบาสมาติ) มาแล้วในปี 2007

นโยบายของอินเดีย ทั้งสองกรณี จะกระทบต่อปริมาณการค้าข้าวโลกในสัดส่วนที่สูง ทั้งนี้ หากพิจาณาจากข้อมูลปริมาณการส่งออกข้าวของอินเดียในอดีตหรือในปี 2021  จะพบว่า ในกรณีที่อินเดียดำเนินนโยบายตามที่ประกาศในปัจจุบัน ไปจนถึง เดือนตุลาคม 2023 จะมีปริมาณข้าวที่ได้รับผลกระทบอยู่ที่ 9.6 ล้านตันหรือคิดเป็นสัดส่วน 18.3% ของปริมาณการค้าข้าวโลก โดยข้าวที่จะได้รับผลกระทบจากการระงับการส่งออกจะอยู่ที่ 3.6 ล้านตัน ในขณะที่ข้าวที่จะได้รับผลกระทบจากการจำกัดการส่งออกด้วยภาษี จะอยู่ที่ 5.9 ล้านตัน ส่วนในกรณีที่ 2 ที่หากอินเดียมีการระงับการส่งออกข้าวขาว ข้าวนึ่ง ข้าวเปลือกและข้าวกล้องเพิ่มเติม พบว่า จะมีปริมาณข้าวที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายดังกล่าวมากถึง 17.4 ล้านตัน หรือคิดเป็นสัดส่วน 33.5% ของปริมาณการค้าข้าวทั้งหมดในตลาดโลก

EIC คาดว่า ราคาข้าวโลกในปี 2023 จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.8%YOY และ 66.3%YOY ในกรณีที่ 1 และ 2 ตามลำดับ ราคาข้าวโลกในปี 2023 มีแนวโน้มปรับตัวเพิ่ม จากความต้องการบริโภคข้าวโลกที่คาดว่าจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าปริมาณผลผลิต รวมทั้งสต็อกข้าวโลกที่มีแนวโน้มปรับตัวลดลง (รูปที่ 3) โดยนโยบายระงับและจำกัดการส่งออกข้าวของอินเดีย จะเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ราคาข้าวโลกยิ่งปรับตัวเพิ่มขึ้น โดยจากการประเมินผลกระทบของนโยบายดังกล่าว EIC พบว่า ในกรณีที่ 1 ราคาข้าวโลกในปี 2023 จะมีแนวโน้มปรับตัวเพิ่มขึ้น 15.8%YOY ขณะที่ในกรณีที่ 2 ราคาข้าวโลกอาจจะปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงถึง 66.3% ทั้งนี้ จากข้อมูลในอดีต (รูป 3) จะพบว่า ในช่วงปี 2007 – 2011

ที่อินเดียมีการระงับการส่งออกข้าวทุกชนิด ยกเว้นข้าวบาสมาติ ราคาข้าวโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นค่อนข้างมากและทรงตัวอยู่ในระดับสูงกว่าราคาเฉลี่ยในปี 2007 ซึ่งเป็นปีที่แรกที่อินเดียเริ่มระงับการส่งออกข้าว (เริ่มเดือน ต.ค.) อย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ในปี 2008 ราคาข้าวปรับตัวสูงขึ้น 99.4% เมื่อเทียบกับปี 2007

ทั้งนี้ เซเนกัล จีน บังกลาเทศ เบนิน และเนปาล เป็นประเทศที่จะได้รับผลกระทบเชิงลบมากที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายส่งออกข้าวของอินเดีย เนื่องจากมีปริมาณและสัดส่วนพึ่งพาการนำเข้าข้าวจากอินเดียในระดับสูง เซเนกัล และจีน จะได้รับผลกระทบมากที่สุดจากนโยบายระงับการส่งออกปลายข้าว เนื่องจากประเทศดังกล่าวมีปริมาณและสัดส่วนพึ่งพาการนำเข้าปลายข้าวจากอินเดียในระดับสูง ตัวอย่างเช่น  ในปี 2021 เซเนกัล นำเข้าปลายข้าวจากอินเดียสูงถึง 0.9 ล้านตัน ซึ่งเป็นการนำเข้าปลายข้าวจากอินเดียสูงถึง 84.9%  (รูปที่ 4)  สำหรับนโยบายจำกัด (กรณีที่ 1) หรือระงับ (กรณีที่ 2) การส่งออกข้าวเปลือก ขาวนึ่ง ข้าวข้าวและ ข้าวกล้อง พบว่า บังกลาเทศ เบนิน และเนปาล จะได้รับผลกระทบมากที่สุด เนื่องจากมีปริมาณและสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าข้าวกลุ่มดังกล่าวจากอินเดียในระดับสูง ตัวอย่างเช่น ในปี 2021 บังกลาเทศนำเข้าข้าวกลุ่มดังกล่าว จากอินเดียสูงถึง 2.4 ล้านตัน และมีสัดส่วนการพึ่งพาการนำเข้าปลายข้าวจากอินเดียสูงถึง 95.0%

ในทางกลับกัน ไทย เวียดนาม และปากีสถาน เป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบเชิงบวก จากการดำเนินนโยบายดังกล่าวของอินเดีย โดยคาดว่าไทยจะได้รับประโยชน์สูงสุด EIC ประเมินว่าประเทศผู้ส่งออกข้าวรายหลักอื่น ๆ ในตลาดโลก จะได้ประโยชน์จากนโยบายระงับและจำกัดการส่งออกข้าวของอินเดีย เนื่องจากข้าว เป็นสินค้าโภคภัณฑ์พื้นฐานทางการเกษตร ที่มีความซับซ้อนน้อยสามารถทดแทนกันได้ง่าย ส่งผลให้ประเทศคู่ค้าของอินเดียสามารถหันไปนำเข้าข้าวจากประเทศผู้ผลิตอื่นๆ ได้ง่าย โดย EIC ประเมินว่า ไทยจะได้รับประโยชน์สูงที่สุด เนื่องจาก 1) ไทยเป็นประเทศผู้ส่งออกข้าวและปลายข้าวมากเป็นอันดับสองของโลก มีปริมาณการส่งออกคิดเป็นสัดส่วน 12% และ 10% ของปริมาณการค้าข้าวและปลายข้าวโลก ตามลำดับ 2) ไทยมีผลผลิตข้าวเหลือจากการบริโภคในประเทศในระดับที่สูงกว่าผู้ส่งออกอย่าง เวียดนามและปากีสถาน  (รูปที่ 5) 3) ไทยไม่ได้มีการนำเข้าข้าวจากอินเดียมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์และบริโภคในประเทศ แล้วส่งออกข้าวของตัวเองไปขายในตลาดโลกเหมือนผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลกอย่างเวียดนาม กล่าวคือ ในปี 2021 เวียดนามมีการนำเข้าปลายข้าวจากอินเดียสูงถึง 0.43 ล้านตัน และนำเข้าข้าวขาวและข้าวอื่นๆ 0.38 ล้านตัน (รูปที่ 4) และ 4) ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ราคาข้าวไทยอยู่ในระดับที่สูงกว่าอินเดียค่อนข้างมาก ส่งผลให้ไทยสูญเสียส่วนแบ่งตลาดข้าวโลกให้อินเดียมาอย่างต่อเนื่อง

โดยในเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ราคาข้าวไทยสูงกว่าราคาข้าวอินเดียอยู่ถึง 26.0% (รูปที่ 6) ดังนั้น นโยบายระงับการส่งออกและจำกัดการส่งออกข้าวของอินเดีย จึงจะส่งผลดีต่อไทยค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับประเทศเวียดนามและปากีสถาน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกข้าวมากที่สุดอันดับ 3 และ 4 ของโลก ตามลำดับ ทั้งนี้ จากข้อมูลในอดีต จะพบว่า ส่วนแบ่งตลาดข้าวโลกของไทย เวียดนาม และปากีสถาน จะปรับตัวเพิ่มขึ้นและทรงตัวอยู่ในระดับสูง ในช่วงที่อินเดียมีนโยบายระงับการส่งออกข้าว และส่วนแบ่งตลาดจะปรับตัวลดลงหลังจากที่อินเดียกลับมาส่งออกข้าวอีกครั้ง (รูปที่ 6)

บทวิเคราะห์จากเว็บไซต์ EIC …https://www.scbeic.com/th/detail/product/rice-160922

ท่านผู้นำเสนอบทวิเคราะห์

ดร.เกียรติศักดิ์ คำสี, นักวิเคราะห์อาวุโส, Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด มหาชน

ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน)

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.