บล.พาย อวดพอร์ตลูกค้ารวมครึ่งปีแรกโตแตะแสนล้าน ชู Private Wealth-Private Credit เป็นเรือธงใหม่ - ข่าวเด่นวันนี้ | Today Highlight News

Breaking

Home Top Ad

Post Top Ad

วันเสาร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2567

บล.พาย อวดพอร์ตลูกค้ารวมครึ่งปีแรกโตแตะแสนล้าน ชู Private Wealth-Private Credit เป็นเรือธงใหม่

    บล.พาย อวดพอร์ตลูกค้ารวมครึ่งปีแรกโตแตะแสนล้าน ชู Private Wealth-Private Credit เป็นเรือธงใหม่

    นายบ๊อบ เวาเทอร์ส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.พาย กล่าวว่า ภาพรวมการดำเนินงานช่วงครึ่งแรกของปี 67 พอร์ตลงทุนของลูกค้าทุกประเภทที่เข้ามาใช้บริการแตะ 1 แสนล้านบาทไปแล้ว เติบขึ้นกว่า 10% จากปีก่อน โดยเฉพาะบริการเทรดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) ที่ บล.พาย สามารถรักษาส่วนแบ่งตลาด (Market share) เป็นอันดับ 2 มาอย่างต่อเนื่อง

    ขณะที่บริการเทรดหุ้นมีนักลงทุนมาใช้บริการผ่านแพลตฟอร์ม Pi Financial มากขึ้น ปัจจุบันมียอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นมากกว่า 1 แสนดาวน์โหลด และมีมูลค่าการลงทุนผ่านแอปฯ Pi Financial รวมกว่า 1 พันล้านบาท พร้อมให้บริการในการซื้อขายหุ้นต่างประเทศ ทั้งในตลาดหุ้นสหรัฐและฮ่องกง

    และในช่วงเดือนมี.ค.67 บล.พาย เปิดบริการ Private Wealth เพื่อให้บริการการลงทุนกับกลุ่มลูกค้ามั่งคั่งที่มีมูลค่าสินทรัพย์ตั้งแต่ 50 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี โดยให้ บล.พาย บริหารจัดการและให้คำแนะนำในการจัดพอร์ตการลงทุน

    นายบ๊อบ กล่าวว่า กลยุทธ์ที่บล.พาย ให้ความสำคัญในธุรกิจ Private Wealth คือ นำเสนอผลิตภัณฑ์ที่สร้างโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดี และสอดคล้องกับสภาวะแวดล้อมของการลงทุนในช่วงระยะยาวสั้น-กลางอย่างเหมาะสม พร้อมบริการจากทีมงานแนะนำการลงทุนให้กับลูกค้าอย่างเหมาะสมตามความเสี่ยงและตรงกับความต้องการของลูกค้าแต่ละราย

    ดังนั้น ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมานับตั้งแต่เปิดให้บริการ Private Wealth มีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) อยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท คิดเป็นฐานลูกค้าราว 1,000 ราย เป็นไปตามเป้าหมายทั้งปี ประกอบกับผลตอบแทนที่ได้จากการลงทุนของลูกค้า Private Wealth สามารถทำได้ในระดับ 8-10% ใกล้เคียงกับผลตอบแทนเป้าหมายทั้งปี 67 ที่ 7-10% ถือว่าเป็นระดับที่ทางบล.พายและลูกค้ามีความพึงพอใจในภาวะที่การลงทุนมีความผันผวน

    ปัจจุบันสัดส่วนรายได้ของ บล.พาย ยังคงมาจากรายได้จากค่าคอมมิชชั่นการซื้อขายหลักทรัพย์เป็นหลัก รองลงมาเป็นรายได้จากบริการซื้อขายในตลาด TFEX อันดับ 3 รายได้จากการเป็นผู้รับประกันการจัดจำหน่ายหุ้นสามัญและหุ้นกู้ รวมถึงงานด้านวาณิชธนกิจ และอันดับ 4 รายได้จากการให้บริการ Private Wealth ยังมีสัดส่วนค่อนข้างน้อย แต่มองว่าในอนาคตจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามลำดับ

    นอกจากนี้ยังมีการลงทุนใน Private Credit ซึ่ง บล.พาย จับมือกับพันธมิตรระดับโลก คือ Apollo Global Wealth Management นำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุน Private Credit ที่สร้างผลตอบแทนอย่างสม่ำเสมอให้กับลูกค้า และเป็นการช่วยให้เกิดการสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตของลูกค้า โดยให้สัดส่วนการลงทุนราว 40% และส่วนที่เหลืออีก 20% เป็นการลงทุนใน Structure Note ที่อ้างอิงกับสินทรัพย์ต่างๆ เพื่อสร้างผลตอบแทนแบบ Passive ตามทิศทางของสินทรัพย์ที่เข้าไปลงทุน โดยที่พอร์ตคำแนะนำในการลงทุนที่บล.พาย จัดให้คาดหวังผลตอบแทนเฉลี่ย 7-10% ต่อปี

    นายบ๊อบ กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จะมีการเพิ่มความเข้มงวดในการกกกับดูแลการปล่อยมาร์จิ้นนั้น บริษัทเชื่อว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากประเด็นดังกล่าว เพราะรายได้หลักไม่ได้มาจากการปล่อยมาร์จิ้นเป็นหลักอยู่แล้ว และการให้มาร์จิ้นก็มีความเข้มงวดมากขึ้นในการพิจารณาหลักทรัพย์ค้ำประกัน จึงไม่ได้เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อธุรกิจของบล.พายอย่างมีนัยสำคัญ

    นายณัฐพล จันทร์สิวานนท์ รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และผู้บริหารสูงสุดสายการลงทุน บล.พาย กล่าวถึงมุมมองการลงทุนว่า หากมองไปในระยะข้างหน้าที่แนวโน้มจะเริ่มเห็นสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงของธนาคารกลางขนาดใหญ่ในโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) มีโอกาสลดดอกเบี้ยช่วงปลายปีนี้ 1-2 ครั้ง แม้เศรษฐกิจสหรัฐจะยังมีความแข็งแกร่ง แต่เริ่มเห็นร้อยร้าวเล็กๆ ของเศรษฐกิจสหรัฐจากยอดค้าปลีกในเดือนพ.ค.67 เริ่มชะลอตัว ซึ่งเป็นช่องในการเปิดโอกาสให้เฟดลดดอกเบี้ยได้

    อย่างไรก็ตาม ยังต้องติดตามว่าการเลือกตั้งของสหรัฐในเดือน พ.ย.นี้จะเป็นอย่างไร ใครจะได้รับการเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐ ซึ่งมีผลต่อการดำเนินนโยบายของรัฐบาลสหรัฐ และเป็นปัจจัยหลักที่มีผลต่อการให้คำแนะนำในการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนของพอร์ตในระยะข้างหน้า

    หากมองถึงโอกาสในการสร้างผลตอบแทนสูงจากการลงทุน มองว่าการลงทุนในตราสารหนี้ในช่วงจังหวะที่ดอกเบี้ยและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ (Bond Yield) 10 ปี ยังทรงตัวอยู่ในระดับสูง เป็นจังหวะที่สามารถเข้าลงทุนได้ หากเฟดเริ่มส่งสัญญาณการลดดอกเบี้ยชัดเจนจะทำให้ Bond Yield 10 ปี มีโอกาสลงมาต่ำกว่า 4% จากปัจจุบันที่ 4.26% และทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในตราสารหนี้พลิกกลับมาเป็นบวก จากที่ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาติดลบค่อนข้างนาน ซึ่งเป็นภาวะที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยการลงทุนในตราสารหนี้แนะนำสัดส่วนในพอร์ตลงทุนอยู่ที่ 20%

    ส่วนการลงทุนในหุ้นยังให้สัดส่วนในพอร์ตที่ 20% แต่ให้น้ำหนักไปที่หุ้นต่างประเทศมากราว 60% โดยเฉพาะตลาดหุ้นสหรัฐที่ในช่วงที่ผ่านมาแม้ว่าดอกเบี้ยจะยังอยู่ในระดับสูง แต่เศรษฐกิจสหรัฐยังคงแข็งแกร่ง และการเข้ามาของกระแส AI ที่ทำให้หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ปรับตัวขึ้นสูง หนุนให้ดัชนีตลาดหุ้นสหรัฐทำ New high ต่อเนื่อง แม้ว่าปัจจุบันหุ้นในกลุ่มเทคฯ ขนาดใหญ่จะมีการปรับฐานลงมา แต่มองภาพระยะยาวยังน่าจะขึ้นไปได้ต่อ เพราะปี 67 เพิ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการนำ AI เข้ามามีบทบาทในการช่วยอำนวยความสะดวกให้กับการทำงานต่างๆของคน และจะเริ่มมีการพัฒนาขึ้นในระยะยาว เช่นเดียวกับช่วงเริ่มต้นของอินเตอร์เน็ต ทำให้ตลาดหุ้นสหรัฐยังคงได้รับประโยชน์จากเทรนดฺดังกล่าวต่อเนื่อง แต่อาจจะต้องหาจังหวะการลงทุนในช่วงที่มีการย่อตัวลงมา

           

    ขณะที่แนวโน้มของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐที่มีแนวโน้มปรับลดลง มองว่าหากมีความชัดเจนตลาดหุ้นที่จะได้รับประโยชน์จะเป็นตลาดหุ้นในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ โดยเฉพาะอินเดีย และเวียดนาม ที่คาดว่าจะมีเงินลงทุนไหลเข้ามามาก เพราะการลงทุนในด้านต่างๆ เติบโตขึ้นมาก และแนวโน้มเศรษฐกิจยังเติบโตได้สูง ส่วนตลาดหุ้นจีนมองว่ายังต้องรอความชัดเจนของผลที่เป็นรูปธรรมจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทางการจีน หลังจากช่วงที่ผ่านมาตลาดหุ้นจีนปรับตัวขึ้นจากข่าวของมาตรการ แต่ก็เริ่มเห็นการปรับฐานลงมา ซึ่งมองว่านักลงทุนไม่ได้คาดหวังมากนัก แต่อยากเห็นความชัดเจนของเศรษฐกิจที่รับผลบวกจากมาตรการต่าง ๆ ที่ออกมามากกว่า

    ส่วนตลาดหุ้นไทยให้สัดส่วนการลงทุนอยู่ที่ 40% ในพอร์ตการลงทุนในหุ้น มองว่าตลาดหุ้นไทยก็เป็นหนึ่งในกลุ่มประเทศเกิดใหม่ที่จะได้ประโยชน์หากเฟดเริ่มลดดอกเบี้ย แต่ยังมองภาพค่อนข้างยากว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยจะเป็นอย่างไร เพราะขึ้นอยู่กับว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตมากแค่ไหน แต่ในระยะสั้น ครึ่งปีหลังมองว่าตลาดหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นตัวจากการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณภาครัฐอย่างชัดเจน ทำให้เงินออกมาหมุนเวียนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และมาตรการฟื้นความเชื่อมั่นตลาดทุนที่เข้ามาช่วย sentiment ของตลาดหุ้นไทยได้บ้าง แต่ยังติดในเรื่องรอความชัดเจนของประเด็นทางการเมือง ทำให้มองว่าตลาดหุ้นไทยในปีนี้จะยังแกว่งตัวในกรอบ 1,350-1,400 จุด และการลงทุนในตลาดทุนไทยมองว่าเป็นการลงทุนระยะยาวมากกว่า

    ไม่มีความคิดเห็น:

    แสดงความคิดเห็น

    Post Bottom Ad