Header Ads

Header ADS

ตลาดหุ้นส่วนใหญ่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น จากความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และผลการประชุม BoJ และ BoE

ตลาดหุ้นส่วนใหญ่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น จากความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และผลการประชุม BoJ และ BoE

ตลาดหุ้นส่วนใหญ่มีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้น จากความคืบหน้าในการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน และผลการประชุม BoJ และ BoE

          วิเคราะห์เจาะลึกประเด็นการลงทุนประจำสัปดาห์ วันที่ 16 – 20 ธันวาคม 2562

          ในสัปดาห์ที่ผ่านมา (9 – 13 ธ.ค.) ตลาดหุ้นโลกส่วนใหญ่ปรับเพิ่มขึ้น ขานรับการที่สหรัฐฯ-จีนได้ประกาศบรรลุข้อตกลงการค้าเฟสแรก โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปิดบวก หลังธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ได้ส่งสัญญาณในการประชุมครั้งล่าสุด ว่าจะยังไม่ปรับเปลี่ยนอัตราดอกเบี้ยนโยบายตลอดทั้งปี 2563 ขณะที่ ตลาดหุ้นยุโรปปิดบวกเช่นกัน หลังธนาคารกลางยุโรป (ECB) ยังคงนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลายต่อไป พร้อมทั้งปรับเพิ่มคาดการณ์ GDP ของสหภาพยุโรป (EU) ในการประชุมครั้งล่าสุด ประกอบกับประเด็นการออกจากการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) ที่ชัดเจนมากขึ้น หลังนายบอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีของอังกฤษ ชนะการเลือกตั้งทั่วไป ด้านตลาดหุ้นจีน (A-share) ปรับเพิ่มขึ้น และเคลื่อนไหวค่อนข้างผันผวน ขานรับความคืบหน้าการเจรจาการค้า แม้ว่าดัชนีราคาผู้บริโภคของจีน ในเดือน พ.ย.จะปรับเพิ่มขึ้นอยู่สูงสุดในรอบ 7 ปี ก็ตาม ขณะที่ ราคาน้ำมัน ปรับเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยยังคงได้แรงหนุนจากผลการประชุมโอเปกและประเทศพันธมิตรที่มีมติปรับลดกำลังการผลิตมากกว่าตลาดคาดการณ์ ด้านราคาทองคำ ปรับเพิ่มขึ้น โดยได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าของสกุลเงินดอลลาร์ สหรัฐฯ เทียบเงินสกุลหลัก

          มุมมองของเราในสัปดาห์นี้
          ในสัปดาห์นี้ ตลาดหุ้นโลกมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นต่อ เนื่องจาก ความคืบหน้าการเจรจาการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีน หลังสหรัฐฯ-จีนสามารถบรรลุข้อตกลงการค้าในเฟสแรก โดยจีนตกลงที่จะนำเข้าสินค้าเกษตรจากสหรัฐฯ มูลค่า 4 หมื่นล้านดอลลาร์ สหรัฐฯ ต่อปี แต่ยังไม่เปิดเผยรายละเอียดข้อตกลงที่เกี่ยวกับการให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา การเปิดเสรีภาคการเงิน และการดูแลค่าเงินหยวน ขณะที่ สหรัฐฯ ยกเลิกการขึ้นภาษีสินค้านำเข้าจากจีนที่เดิมมีผลบังคับใช้วันที่ 15 ธ.ค.นี้ โดยทั้งสองฝ่ายคาดว่าจะลงนามข้อตกลงดังกล่าวภายในเดือน ม.ค.ปีหน้า ประกอบกับ ประเด็น Brexit มีความชัดเจนมากขึ้น นอกจากนี้ ตลาดหุ้นฯ อาจยังได้รับแรงหนุนจากการที่ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) ยังมีแนวโน้มคงนโยบายการเงินเชิงผ่อนคลาย และ ส่งสัญญาณกระตุ้นเศรษฐกิจต่อไป อย่างไรก็ตาม ประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรปที่เพิ่มขึ้น และความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ ที่ยังมีอยู่ รวมทั้ง นักลงทุนบางส่วนรอติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ ทั้งภาคการผลิต และเงินเฟ้อของประเทศหลัก อาจทำให้ตลาดหุ้นฯ ปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างจำกัด

          เหตุการณ์สำคัญ (KEY EVENTS)
          - ติดตามประเด็นข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ-ยุโรป หลัง CNBC รายงานว่า เจ้าหน้าที่การค้าสหรัฐฯ กำลังพิจารณาที่จะเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจาก EU ในอัตราสูงถึง 100% เพื่อตอบโต้กรณีการให้เงินอุดหนุนแก่ บริษัทแอร์บัส
          - ประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมืองในสหรัฐฯ หลังคณะกรรมาธิการตุลาการ มีมติเห็นชอบต่อญัตติถอดถอน ประธานาธิบดีทรัมป์ ในประเด็นการใช้อำนาจในทางมิชอบ และขัดขวางการทำหน้าที่ของสภาคองเกรส ทั้งนี้ ญัตติข้างต้นจะถูกส่งต่อให้สภาผู้แทนราษฎรเต็มคณะ พิจารณาและลงมติในสัปดาห์นี้
          - การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ของไทย (18 ธ.ค.) คาดว่า กนง.จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.25% และอาจปรับลดคาดการณ์ GDP ลง รวมทั้ง กนง.อาจส่งสัญญาณในการปรับ กรอบเป้าหมายอัตราเงินเฟ้อใหม่ จากปัจจุบันอยู่ที่ 1-4%
          - การประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) และธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ในวันที่ 19 ธ.ค. คาดว่า BoJ และ BoE จะยังคงนโยบายการเงินตามเดิม

          ปัจจัยจับตาสัปดาห์นี้
          - ตัวเลขเศรษฐกิจ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตเบื้องต้น (PMI) ของสหรัฐฯ และยุโรป / ผลผลิตอุตสาหกรรมของสหรัฐฯ ยุโรป และจีน / ยอดค้าปลีกของยุโรป และจีน / ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ (IFO) ของเยอรมนี / เงินเฟ้อของยุโรป ญี่ปุ่น และ สหรัฐฯ (Core PCE) / การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรของจีน / ดัชนีอุตสาหกรรม (Tertiary) และยอดส่งออก-นำเข้าของญี่ปุ่น
          - เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ ผลการประชุมกนง. / ผลการประชุม BoE และ BoJ / ถ้อยแถลงของประธาน ECB เจ้าหน้าที่ ECB และเจ้าหน้าที่ Fed
          วิเคราะห์โดย: SCB Chief Investment Office

 

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.