Header Ads

Header ADS

"ทาทาสตีล" โชว์กำไรโตต่อเนื่อง ผลจากราคาเหล็กขึ้น ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

_DSC0078

"ทาทาสตีล" โชว์กำไรโตต่อเนื่อง ผลจากราคาเหล็กขึ้น ท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงรอบด้าน

นายราจีฟ มังกัล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ทาทา สตีล (ประเทศไทย) จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า ผลการดําเนินงานของบริษัท สําหรับไตรมาสที่ 1 ของปีการเงิน 2566 (เมษายน-มิถุนายน 2565) มีปริมาณการขายสินค้าที่ 308,000 ตัน ลดลงร้อยละ 10 และร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและไตรมาสเดียวกันของปีก่อนตามลําดับ รายได้จากการขายอยู่ที่ 8,726 ล้านบาท กําไรก่อนภาษี 584 ล้านบาท เทียบกับกําไร 242 ล้านบาทในไตรมาสก่อน

ราคาพลังงานและอาหารพุ่งสูงขึ้น การหยุดชะงักของอุปทานที่เกิดจากความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างรัสเซียกับยูเครน การฟื้น
ตัวของกรณีโควิดในจีน และการขับเคลื่อนโดยธนาคารกลางทั่วโลกในการเพิ่มอัตราดอกเบี้ยจากระดับต่ำสุดได้ชะลอการ
เติบโตทั่วโลก อัตราเงินเฟ้อที่สูงถือเป็ นภัยคุกคามหลักต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งก่อนการฟื้นตัวของ
การท่องเที่ยวที่แข็งแกร่งขึ้น ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าตามสกุลเงินเอเชียอื่นๆ

messageImage_1660717761369

messageImage_1660717674683

ในสภาพเศรษฐกิจเช่นนี้ ภาวะตลาดโดยรวมของประเทศไทยในช่วงไตรมาสนี้ยังคงอยู่ในระดับต่ำ ปริมาณขายสินค้าของ
บริษัทสำหรับไตรมาสนี้อยู่ที่ 308,000 ตัน รายได้จากการขายอยู่ที่ 8,726 ล้านบาท

สินค้าคงคลังของบริษัทเพิ่มขึ้น 903 ล้านบาท เมื่อเทียบกับเมื่อเดือนมีนาคม 2565 ส่วนใหญ่มาจากการนำเข้าเหล็กแท่งและ
เศษเหล็ก ในด้านระยะเวลาการจัดเก็บอยู่ที่ 54วัน ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2565เทียบกับ 45วัน เมื่อสิ้นเดือนมีนาคม 2565
ปริมาณการขายสินค้าในไตรมาสนี้ที่ 308,000 ตัน ลดลงร้อยละ 10 และร้อยละ 11 เมื่อเทียบกับไตรมาสก่อนและไตรมาส
เดียวกันของปี ก่อนตามลำดับ เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศที่ซบเซา ลูกค้าเลือกที่จะรอดูสถานการณ์เนื่องจากราคาวัตถุดิบ
เริ่มอ่อนตัวลง อย่างไรก็ตาม ปริมาณการส่งออกสินค้าเพิ่มสูงขึ้นจากการส่งออกเหล็กเส้นที่เพิ่มขึ้น
1660837429399_copy_1024x1024



รายได้จากการขายและบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นร้อยละ 11เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี ก่อน ซึ่งสะท้อนถึงราคาสินค้า
ที่สูงขึ้น สอดคล้องกับราคาโลหะและต้นทุนการผลิตอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น
“ปัจจัยสำคัญมาจากราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพการส่งออกที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกเหล็กเส้น ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังซบเซา ลูกค้าเลือกที่จะรอดูสถานการณ์เนื่องจากราคาวัตถุดิบเริ่มอ่อนตัวลง รวมทั้งราคาพลังงานและอาหารปรับตัวสูงขึ้น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างรัสเซียกับยูเครน”

นายราจีฟ กล่าวถึงการผลิตเหล็กของจีนว่า ยังลดลงต่อเนื่อง แม้การฟื้นตัวของโควิดในจีนจะดีขึ้น โดยการผลิตเหล็กดิบของจีนในช่วงระหว่างเดือน ม.ค. - มิ.ย. 65 อยู่ที่ 526 ล้านตัน (ลดลง 6.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) เนื่องจากความต้องการเหล็กที่อ่อนแอจากอสังหาริมทรัพย์ ข้อจํากัดที่เกี่ยวข้องกับโควิดและข้อจํากัดในช่วงโอลิมปิกฤดูหนาว ทำให้ดัชนี PMI ของเหล็กยังคงต่ำกว่า 50 ตั้งแต่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงรีดเหล็กของจีนต้องรุกตลาดส่งออกมากขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่าการผลิตและอุปสงค์ในประเทศจีน จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากข้อจํากัดด้านโควิดที่ลดลงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ


รายได้จากการขายและบริการที่เกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นร้อยละ 11เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี ก่อน ซึ่งสะท้อนถึงราคาสินค้า
ที่สูงขึ้น สอดคล้องกับราคาโลหะและต้นทุนการผลิตอื่นๆ ที่เพิ่มขึ้น
“ปัจจัยสำคัญมาจากราคาสินค้าที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น รวมถึงประสิทธิภาพการส่งออกที่ดีขึ้น โดยเฉพาะการส่งออกเหล็กเส้น ขณะที่อุปสงค์ในประเทศยังซบเซา ลูกค้าเลือกที่จะรอดูสถานการณ์เนื่องจากราคาวัตถุดิบเริ่มอ่อนตัวลง รวมทั้งราคาพลังงานและอาหารปรับตัวสูงขึ้น ความขัดแย้งที่ยืดเยื้อระหว่างรัสเซียกับยูเครน”

นายราจีฟ กล่าวถึงการผลิตเหล็กของจีนว่า ยังลดลงต่อเนื่อง แม้การฟื้นตัวของโควิดในจีนจะดีขึ้น โดยการผลิตเหล็กดิบของจีนในช่วงระหว่างเดือน ม.ค. - มิ.ย. 65 อยู่ที่ 526 ล้านตัน (ลดลง 6.5% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน) เนื่องจากความต้องการเหล็กที่อ่อนแอจากอสังหาริมทรัพย์ ข้อจํากัดที่เกี่ยวข้องกับโควิดและข้อจํากัดในช่วงโอลิมปิกฤดูหนาว ทำให้ดัชนี PMI ของเหล็กยังคงต่ำกว่า 50 ตั้งแต่ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้โรงรีดเหล็กของจีนต้องรุกตลาดส่งออกมากขึ้น อย่างไรก็ตามคาดว่าการผลิตและอุปสงค์ในประเทศจีน จะฟื้นตัวในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ เนื่องจากข้อจํากัดด้านโควิดที่ลดลงและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

อย่างไรก็ตามยังคงมีปัจจัยลบจากแนวโน้มขาลงของราคาวัตถุดิบและสินค้าสําเร็จรูปในต่างประเทศมีแนวโน้มที่จะดําเนินต่อไปในไตรมาสที่อ่อนแอของฤดูกาลนี้ ทำให้ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่มั่นใจในราคา ส่งผลให้มีการซื้ออย่างจํากัด และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากราคาพลังงาน ถ่านหิน อัลลอยด์และสินค้าโภคภัณฑ์ที่สูงขึ้นจะส่งผลเสียต่อการบริโภคและการลงทุนในประเทศ รวมถึงความเสี่ยงของการนําเข้าที่สูงขึ้น เนื่องจากบริษัทหันไปส่งออกเพื่อสร้างสมดุลให้กับตลาดในประเทศ

“บริษัทฯได้เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงด้านต่างๆ โดยมีการริเริ่มจําหน่ายเหล็กลวดคาร์บอนสูง (HCWR) ให้กับอินโดนีเซีย และส่งออกไปยังแคนาดาอย่างสม่ำเสมอ ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน 65 รวมถึงการรุกสู่ตลาดส่งออกใหม่ๆ ได้มีการนำเทคนิคการบริหารจัดการแบบลีนสู่การปฏิบัติ การควบคุมต้นทุนในการดําเนินงานผลิตของ
โรงงาน และลงทุนในผลิตภัณฑ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างต่อเนื่อง”



ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.