Header Ads

Header ADS

​ส่งออกเฮ! อาเซียนพร้อมลงนามข้อตกลงยอมรับร่วม“ยานยนต์-วัสดุก่อสร้าง”ในปีนี้

img

รัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนเห็นชอบลงนามข้อตกลงยานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และวัสดุก่อสร้าง ในปีนี้ คาดช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจของผู้ประกอบการ เหตุสินค้าที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว ไม่ต้องตรวจซ้ำอีก จะส่งผลดีต่อการส่งออก เผยยังบรรลุข้อตกลงด้านยาแผนโบราณ-ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร ให้มีมาตรฐานเดียวกันในอาเซียน ย้ำเปิดใช้งานระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้า 20 ก.ย.นี้ จับมือภาคเอกชนฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังโควิด-19
        
นายสรรเสริญ สมะลาภา ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยถึงผลการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (AEM) ครั้งที่ 52 ผ่านระบบทางไกล ระหว่างวันที่ 24-25 ส.ค.2563 ที่ผ่านมา ว่า อาเซียนสามารถบรรจุผลการเจรจาข้อตกลงยอมรับร่วมสินค้ายานยนต์และชิ้นส่วนยานยนต์ และข้อตกลงยอมรับร่วมสาขาวัสดุก่อสร้าง โดยพร้อมที่จะลงนามภายในปีนี้ ซึ่งหากข้อตกลงทั้งสองฉบับมีผลใช้บังคับ จะช่วยลดต้นทุนการทำธุรกิจของอุตสาหกรรมดังกล่าว เนื่องจากเมื่อสินค้าผ่านการตรวจสอบมาตรฐานของหน่วยงานในประเทศอาเซียนที่ส่งออกแล้ว ไม่ต้องตรวจซ้ำในประเทศอาเซียนที่นำเข้าอีก

ทั้งนี้ ในปี 2562 ไทยส่งออกสินค้ายานยนต์ไปยังอาเซียน มูลค่า 5,071.19 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกสินค้าวัสดุก่อสร้างไปยังอาเซียน มูลค่า 473.17 ล้านเหรียญสหรัฐ

ขณะเดียวกัน ได้บรรลุข้อตกลงกรอบความตกลงอาเซียนด้านยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เพื่อกำหนดมาตรฐาน กฎระเบียบทางเทคนิค และกระบวนการตรวจสอบและรับรองยาแผนโบราณและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารร่วมกันในอาเซียน ซึ่งจะทำให้มีมาตรฐานเดียวกันและช่วยสร้างความมั่นใจให้ประเทศอาเซียน และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยในปี 2562 ไทยส่งออกสินค้าดังกล่าวไปยังอาเซียน มูลค่า 695.62 ล้านเหรียญสหรัฐ

นอกจากนี้ ยังได้ติดตามการใช้งานระบบรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน (ASEAN-Wide Self Certification) ซึ่งจะเริ่มใช้งานจริง ในวันที่ 20 ก.ย.2563 ซึ่งผู้ส่งออกสามารถรับรองถิ่นกำเนิดสินค้าที่ต้องการใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีของอาเซียน (Form D) ได้เอง โดยไม่ต้องขอจากหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและลดต้นทุน และเตรียมขยายการใช้งานระบบ ASEAN Single Window ให้ครอบคลุมเอกสารอื่นเพิ่มเติม เช่น ใบขนสินค้าอาเซียน (ACDD) และใบรับรองสุขอนามัยพืช รวมทั้งการเริ่มนำแนวปฏิบัติเรื่องการใช้มาตรการที่มิใช่ภาษีของอาเซียน (NTM Guidelines) มาใช้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและสร้างบรรยากาศที่ดีต่อการค้าและการลงทุนในภูมิภาค และการทบทวนความตกลงการค้าสินค้าของอาเซียน (ATIGA) ให้ทันสมัยและรองรับรูปแบบการค้าในปัจจุบัน รวมทั้งการลดอุปสรรคทางการค้าให้มากขึ้น โดยมีเป้าหมายจะดำเนินการแล้วเสร็จ ในปี 2564
        
ส่วนประเด็นอื่นๆ ได้รับรองเอกสารดัชนีวัดการบูรณาการด้านดิจิทัลของอาเซียน ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความสำเร็จของการรวมตัวด้านดิจิทัลของอาเซียน ซึ่งถือเป็นประเด็นสำคัญที่เวียดนามในฐานะประธานอาเซียนผลักดันต่อเนื่อง จากที่ไทยได้ริเริ่มไว้เมื่อปีที่ผ่านมา และยังได้หารือกับสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC) โดยรับทราบผลการช่วยผู้ประกอบการ MSMEs ให้ประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล การพัฒนาความเชื่อมโยงในภูมิภาคและการรองรับสังคมดิจิทัลภายใต้การปฏิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 4 ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เสนอแนวทางการรับมือวิกฤตโควิด-19 และการฟื้นฟูเศรษฐกิจระยะยาว โดยรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียนพร้อมสนับสนุน

ในปี 2562 การค้าระหว่างไทยกับอาเซียน มีมูลค่าการค้ารวม 107,674 ล้านเหรียญสหรัฐ เป็นการส่งออกจากไทยไปอาเซียน มูลค่า 62,841 ล้านเหรียญสหรัฐ และไทยนำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 44,833 ล้านเหรียญสหรัฐ และในช่วง 6 เดือนแรกของปี 2563 (ม.ค.-มิ.ย.) มีมูลค่าการค้ารวม 47,749 ล้านเหรียญสหรัฐ โดยไทยส่งออกไปอาเซียน มูลค่า 28,498 ล้านเหรียญสหรัฐ และนำเข้าจากอาเซียน มูลค่า 19,251 ล้านเหรียญสหรัฐ ตลาดส่งออกและแหล่งนำเข้าสำคัญของไทยในอาเซียน ได้แก่ มาเลเซีย เวียดนาม สิงคโปร์ อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.