Header Ads

Header ADS

“พาณิชย์”เตือนผู้ส่งออกศึกษา หลัง EU ใช้ฉลากสิ่งแวดล้อม “วัสดุตกแต่งพื้น-ผนัง” ใหม่

img

“พาณิชย์”เตือนผู้ส่งออกศึกษา หลัง EU ใช้ฉลากสิ่งแวดล้อม “วัสดุตกแต่งพื้น-ผนัง” ใหม่

“พาณิชย์”เผยคณะกรรมาธิการยุโรป ประกาศเกณฑ์การขอฉลากสิ่งแวดล้อม (EU Ecolabel) ฉบับใหม่ สำหรับผลิตภัณฑ์วัสดุตกแต่งพื้นและผนัง เพื่อยกระดับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม โดยผลิตภัณฑ์ที่จะขอฉลากได้ การผลิตต้องประหยัดพลังงาน ลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ ใช้พลังงานหมุนเวียน และนำของเสียจากกระบวนการผลิตมาใช้ซ้ำ เตือนผู้ส่งออกศึกษาให้ดี ระบุจะมีผลบังคับใช้ 30 มิ.ย.64   

นายธัชชญาน์พล อภิมนต์เตชบุตร รองอธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า สำนักงานพาณิชย์ในต่างประเทศ ณ กรุงบรัสเซลส์ แจ้งว่า คณะกรรมาธิการยุโรปได้ประกาศเกณฑ์การขอฉลาก EU Ecolabel ในผลิตภัณฑ์กลุ่มวัสดุตกแต่งพื้นและผนัง (Commission Decision (EU) 2021/476) ลง Official Journal of the European Union เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 มิ.ย.2564 เป็นต้นไป
         
สำหรับสินค้ากลุ่มดังกล่าวครอบคลุม กระเบื้องปูพื้น กระเบื้องปูผนัง บล็อกกระเบื้องปูหลังคา แผ่นพื้น แผ่นปูโต๊ะ หินธรรมชาติ เซรามิกหรือดินเผา คอนกรีตสำเร็จรูปหรือดินอัด เป็นต้น แต่ไม่รวมถึง เซรามิกทนไฟ เซรามิกทางเทคนิค ท่อดิน เครื่องใช้บนโต๊ะอาหารเซรามิก เครื่องประดับเซรามิกหรือเครื่องสุขภัณฑ์เซรามิก กระเบื้องหลังคาดินเผา ผลิตภัณฑ์คอนกรีตสำเร็จรูปเสริมแรง ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับการติดตั้งและปิดผิวแข็ง เช่น ยาแนว การยึดและวัสดุรองพื้น

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์ที่สามารถขอฉลาก EU Ecolabel ได้ ต้องมีกระบวนการผลิตที่ประหยัดพลังงาน ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซต์ ใช้พลังงานหมุนเวียน และนำของเสียจากกระบวนการผลิตมาใช้ซ้ำ เป็นต้น ซึ่งมีเกณฑ์การพิจารณา ดังนี้ 1.การสกัดวัตถุดิบ และการใช้ที่ดินที่ไม่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.การใช้สารต้องห้ามไม่เกินปริมาณที่กำหนด 3.การลดการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต และการใช้พลังงานหมุนเวียน 4.การควบคุมการปล่อยมลพิษสู่น้ำและอากาศ 5.การกำหนดเป้าหมายขั้นต่ำสำหรับการใช้ซ้ำหรือการรีไซเคิลของเสียและเศษวัสดุ 6.การยืดอายุการใช้งานผลิตภัณฑ์ และ 7.การให้ข้อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ เช่น คำแนะนำการใช้งาน การติดตั้ง การบำรุงรักษาและการกำจัดที่เหมาะสม เป็นต้น
         
“ผู้ส่งออกไทยควรศึกษาและติดตามการแก้ไขกฎระเบียบดังกล่าว และให้ความสำคัญกับการติดฉลาก EU Ecolabel เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ และเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงตลาด EU ซึ่งมุ่งเน้นผลิตภัณฑ์ที่รักษาสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น โดยสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ https://eur-lex.europa.eu/eli/dec/2021/476/oj”นายธัชชญาน์พลกล่าว

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.