Header Ads

Header ADS

รายงานเผย ทางการจีนหนุนใช้ตัวยาแผนโบราณผสม ‘ดีหมี’ รักษา COVID-19

องค์กรสืบสวนสอบสวนการค้าสัตว์ป่า Environmental Investigation Agency (EIA) ออกรายงานเปิดโปงการใช้ยาจีนแผนโบราณที่มีส่วนผสมของ ดีหมี ในการรักษาคนไข้ไวรัส COVID-19 แม้ว่าการระบาดของไวรัสที่มีต้นกำเนิดในจีน สันนิษฐานว่าเกิดจากการบริโภคสัตว์ป่า และทางการจีนได้ประกาศแบนการบริโภคสัตว์ป่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ด้าน EIA จี้ยุติการค้าและบริโภคสัตว์ป่าทุกประเภท
รายงานของ EIA ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 23 มีนาคม เปิดเผยว่า คณะกรรมาธิการสุขภาพแห่งชาติจีนได้ออกรายการแนวทางการรักษาไวรัส COVID-19 หรือ COVID-19 Diagnosis and Treatment Plan (7th Trial Version) เมื่อวันที่ 4 มีนาคม โดยหนึ่งในการรักษาที่ได้รับการแนะนำประกอบด้วยตัวยาจีนแผนโบราณที่มีชื่อว่า “Tan Re Qing” ซึ่งมีดีหมี เป็นหนึ่งในองค์ประกอบของตัวยา สำหรับรักษาคนไข้ที่ติดไวรัส COVID-19 ที่มีอาการรุนแรง
ดีหมี
ผลิตภัณฑ์จากดีหมีที่ถูกตรวจยึดโดยทางการฮ่องกง //ขอบคุณภาพจาก: Wikimedia Commons
รายงานดังกล่าว ชี้ว่า ถึงแม้ว่าทางการจีนจะได้ออกคำสั่งแบนการบริโภคสัตว์ป่าเป็นอาหาร ภายหลังการระบาดของโคโรนาไวรัส COVID-19 ตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ดี คำสั่งแบนดังกล่าวไม่ได้ควบรวมถึงการใช้ชิ้นส่วนของสัตว์ป่าเป็นส่วนประกอบในตัวยาจีนแผนโบราณ ดังนั้นการใช้ชิ้นส่วนจากสัตว์ป่าหลายชนิดเช่น เกล็ดตัวลิ่น กระดูกเสือดาว นอแรด หรือ ดีหมี ในการเป็นส่วนผสมยาจีนจึงยังคงถูกกฎหมายในประเทศจีน
Aron White นักรณรงค์ด้านสัตว์ป่าของ EIA เผยว่า การที่ทางการจีนสั่งห้ามการบริโภคสัตว์ป่า แต่ในขณะเดียวกันยังคงส่งเสริมการใช้ชิ้นส่วนจากสัตว์ป่าเป็นส่วนประกอบในยาจีนแผนโบราณ ซึ่งวงการวิทยาศาสตร์นานาชาติชี้ว่า เป็นตัวการหลักที่ทำให้เกิดการล่าสัตว์ป่า การค้าสัตว์ป่าผิดกฎหมาย ชี้ให้เห็นถึงความย้อนแย้งในเชิงนโยบายด้านการค้าสัตว์ป่าของรัฐบาลจีน
White กล่าวว่า ถึงแม้ว่า ดีหมี ส่วนมากจะมาจาก หมีที่เพาะเลี้ยงในฟาร์ม แต่ว่าความต้องการ ดีหมี สำหรับใช้ทำยา ไม่ได้ช่วยลดปริมาณการล่าหมีในป่า เพื่อนำดีหมีมาทำยาเลย โดยเฉพาะเมื่อ ผู้บริโภคดีหมีส่วนใหญ่นิยมดีหมีจากหมีป่า โดยเชื่อว่าดีหมีจากหมีป่าจะมีสรรพคุณทางยามากกว่า ดังนั้นการเปิดให้มีการใช้ชิ้นส่วนสัตว์ป่าเป็นยาอย่างถูกกฎหมาย จึงเป็นปัจจัยหลักที่เสริมให้เกิดการล่าและค้าสัตว์ป่า
“การใช้ผลิตภัณฑ์จากสัตว์ป่าที่ถูกคุกคามเป็นส่วนประกอบยาแผนโบราณเป็นสิ่งที่ไร้ความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเรามีทางเลือกในการใช้สารทดแทนจากสมุนไพร หรือสารสังเคราะห์ นอกจากนี้ผู้ใช้ยาแผนโบราณจำนวนมากยังไม่สนับสนุนการใช้ชิ้นส่วนจากสัตว์ป่าเป็นส่วนผสมของยาอีกแล้วด้วย” เขากล่าว
“นี่เป็นเวลาที่เหมาะสมที่สุดแล้วสำหรับการยุติการใช้ชิ้นส่วนสัตว์ป่าเป็นยา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อการระบาดของไวรัส COVID-19 ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างชัดเจนจากขบวนการลักลอบค้าสัตว์ป่า”
โดยในการนี้ EIA ได้เรียกร้องให้รัฐบาลจีนทบทวนนโยบายต่อการค้าและบริโภคสัตว์ป่าในประเทศ และตัดสินใจแบนการค้าและบริโภคสัตว์ป่าทุกประเภทอย่างถาวร
อนึ่ง บทความ Monitoring the ingredient change during the production of Tan Re Qing capsules from Scutellariae Radix by HPLC-MS/MS โดย Li-Man Qiao และคณะ ซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Liquid Chromatography & Related Technologies เมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2562 ระบุว่า ตัวยา Tan Re Qing มีส่วนประกอบหลักได้แก่ รากต้น Scutellaria ส่วนผสมจากสมุนไพร 3 ชนิด (Caprae Hircus Cornu, Lonicerae japonicae Flos และ Forsythiae Fructus) และผงดีหมี โดยตัวยาดังกล่าวมีสรรพคุณในการรักษาการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ
ดีหมี
หมีถูกกังขังไว้ในกรงขนาดเล็กในฟาร์มดีหมี //ขอบคุณภาพจาก: Wikimedia Commons
องค์การพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ชี้ว่า ดีหมี ส่วนใหญ่มาจากการเจาะเอาน้ำดี ซึ่งผลิตจากตับและกักเก็บอยู่ในถุงน้ำดีของหมี ด้วยวิธีการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและสร้างความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงต่อหมี นอกจากนี้ หมีที่ถูกเลี้ยงเอาไว้เพื่อเก็บน้ำดี ยังมักจะถูกกักขังไว้ในกรมที่แคบมากๆ ขนาดไม่ใหญ่ไปกว่าตู้โทรศัพท์ และเลี้ยงอย่างไม่ถูกสุขลักษณะ
“หมีบางตัวต้องเผชิญกับความโหดร้ายนี้ตลอดทั้งชีวิต นั่นอาจหมายถึงว่าหมีต้องถูกทรมานถึง 20 ปีหรือจนกว่าจะติดเชื้อ เป็นเนื้องอก หรือทำร้ายตัวเองจนเกิดบาดแผลและถึงแก่ความตายในที่สุด อุตสาหกรรมการค้าดีหมีจึงเป็นอุตสาหกรรมที่จัดว่าไม่มีความจำเป็นเลย เนื่องจากมียารักษาโรคหรือยาสมุนไพรทางเลือกอื่น ๆ ที่มีราคาไม่แพงและยังสามารถหาได้ง่ายอีกด้วย” องค์การพิทักษ์สัตว์แห่งโลก ระบุ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.