Header Ads

Header ADS

การซื้อขายอาคารในเอเชียแปซิฟิกครึ่งแรกของปีมีมูลค่าสูงขึ้น 39% จากครึ่งแรกปี 63

การซื้อขายอาคารในเอเชียแปซิฟิกครึ่งแรกของปีมีมูลค่าสูงขึ้น 39% จากครึ่งแรกปี 63

ประเทศไทยมีการลงทุนซื้อขายมูลค่าเพิ่มขึ้น 20.5%

ในครึ่งแรกของปีนี้ การซื้อขายอาคารและโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่มีวัตถุประสงค์การใช้ในเชิงธุรกิจทั่วเอเชียแปซิฟิก มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 83,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณกว่า 2.7 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 39% จากช่วงเดียวกันของปี 2563 ตามรายงานที่มีชื่อว่า Asia Pacific Capital Tracker ฉบับล่าสุดจากบริษัทที่ปรึกษาและบริการด้านอสังหาริมทรัพย์ เจแอลแอลการซื้อขายที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของตลาดการลงทุนซื้ออสังหาริมทรัพย์ในภูมิภาคนี้ โดยการซื้อขายในช่วงครึ่งแรกของปีนี้มีมูลค่าต่ำกว่าช่วงครึ่งแรกปี 2562 ก่อนเกิดวิกฤติโควิด เพียง 6%สจ๊วต โครว์ ซีอีโอกลุ่มธุรกิจบริการด้านตลาดทุนภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของเจแอลแอลกล่าวว่า “มูลค่าที่ปรับเพิ่มสูงขึ้น สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ตลาดการซื้อขายอาคารในเอเชียแปซิฟิกกำลังกลับมา และนักลงทุนมองแนวโน้มตลาดในเชิงบวก เราคาดว่า การลงทุนซื้ออคารในภูมิภาคจะดำเนินต่อไปในช่วงครึ่งหลังของปี เนื่องจากมีนักลงทุนสนใจการซื้อพอร์ตอสังหาริมทรัพย์ การซื้ออาคารสถานประกอบการเพื่อให้เช่ากลับแก่บริษัทผู้ขาย และการหาโอกาสซื้ออสังหาริมทรัพย์นอกกลุ่มหลัก อาทิ โรงงาน โกดัง/โลจิสติกส์ ตลอดไปจนถึงสถานดูแลสุขภาพ”รายงานจากเจแอลแอลเผยว่า การลงทุนซื้อขายอาคารในกลุ่มอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ ซึ่งประกอบด้วย โรงงาน โกดัง และศูนย์จัดเก็บ-กระจายสินค้า เฉพาะในไตรมาสสองของปีนี้มีมูลค่ารวมสูงถึง 15,000 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณเกือบ 493,000 ล้านบาท จากอานิสงค์ของการเติบโตอย่างรวดเร็วของภาคธุรกิจอีคอมเมอร์สในภูมิภาคที่ทำให้มีความต้องการสูงในการใช้อสังหาริมทรัพย์กลุ่มนี้ นอกจากนี้ ยังให้ผลตอบแทนการลงทุนสูง และมีความผันผวนน้อยกว่าอสังหาริมทรัพย์กลุ่มหลักในขณะนี้อาคารสำนักงานเป็นอสังหาริมทรัพย์อีกประเภทหนึ่งที่ได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้นด้วยเช่นกัน โดยในไตรมาสสองที่ผ่านมา มีการซื้อขายเกิดขึ้นรวมมูลค่า 15,500 ล้านดอลลาร์หรือประมาณ 509,330 ล้านบาท การลงทุนซื้อส่วนใหญ่เกิดขึ้นในหัวเมืองที่ตลาดอาคารสำนักงานกำลังมีการฟื้นตัวของอุปสงค์ อาทิ ย่านศูนย์กลางธุรกิจของหัวเมืองใหญ่ในออสเตรเลีย หรือตลาดที่มีสัญญาณการฟื้นตัวของค่าเช่า เช่น สิงคโปร์และเซี่ยงไฮ้การลงทุนซื้ออาคารที่ทำการของบริษัทและให้บริษัทผู้ขาย เช่ากลับ (sale and leaseback) ในครึ่งแรกของปีนี้ มีมูลค่าเพิ่มขึ้นกว่า 10% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว และเป็นอัตราการเพิ่มขึ้นที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงระหว่างปี 2558 ถึง 2563 ด้วย ซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 7% ต่อปีญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีแนวโน้มการขยายตัวของการลงทุนซื้ออาคารที่ทำการและให้เช่ากลับแก่บริษัทผู้ขาย โดยเฉพาะเมื่อวิกฤติโควิดเริ่มขึ้น โดยบริษัทในภาคธุรกิจต่างๆ เริ่มมองหานักลงทุนเข้ามาซื้ออาคารสถานประกอบการของตนและขอเช่ากลับจากนักลงทุนผู้ซื้อ กลยุทธ์นี้ช่วยให้บริษัทสามารถเปลี่ยนสินทรัพย์เป็นเงินเข้ามาเสริมสภาพคล่องและทำให้บัญชีงบดุลของบริษัทดูดีขึ้น ในขณะที่ยังคงสามารถใช้อาคารเป็นที่ทำการต่อไป เพียงเปลี่ยนสถานะจากการเป็นเจ้าของมาเป็นผู้เช่า ส่วนนักลงทุนที่เข้าซื้อ จะมีความเสี่ยงการลงทุนต่ำ เนื่องจากมักเป็นการทำสัญญาให้เช่ากลับในระยะยาว จึงสามารถประเมินล่วงหน้าได้ถึงรายได้และผลตอบแทนที่จะได้รับจากการลงทุนซื้อ แนวโน้มเดียวกันนี้เกิดขึ้นในออสเตรเลีย โดยหลายบริษัทมองว่าไม่จำเป็นที่จะต้องถือครองกรรมสิทธิ์ขาดในอาคารที่ทำการ เนื่องจากอสังหาริมทรัพย์ไม่ใช่ธุรกิจหลักของตนเรจินา ลิม ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยประจำกลุ่มธุรกิจบริการตลาดทุนภาคพื้นเอเชียแปซิฟิกของเจแอลแอล กล่าวว่า “คาดว่า การลงทุนซื้ออาคารเพื่อให้เช่ากลับแก่ผู้ขายสำหรับทั้งปีนี้ จะขยายตัวเพิ่มขึ้น 15-20% จากปีที่แล้ว ส่วนการลงทุนซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์คาดว่า จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นเป็นเท่าตัวไปอยู่ที่ระดับ 5-6 หมื่นล้านคอลลาร์ ภายในปี 2568”ในประเทศไทย การลงทุนซื้อขายอาคารในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ มีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 16,600 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 20.5% จากครึ่งแรกของปี 2563ไมเคิล แกลนซี กรรมการผู้จัดการ เจแอลแอล กล่าวว่า “ตลาดการลงทุนซื้อขายอาคารในประเทศไทย มีทิศทางใกล้เคียงกับของทั้งภูมิภาค อสังหาริมทรัพย์ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์เป็นหนึ่งในกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ที่มีการลงทุนซื้อขายสูง โดยมีมูลค่ารวมทั้งสิ้น 6,700 ล้านบาท คิดเป็น 40.3% ของมูลค่าการซื้อขายที่เกิดขึ้นทั้งหมดในช่วงครึ่งแรกของปีนี้”“แม้สถานการณ์โควิดจะกำลังทวีความรุนแรงมากขึ้น เราเชื่อว่า การลงทุนซื้อขายอาคารในประเทศไทยของทั้งปีนี้ จะมีสูงกว่าปี 2563 ซึ่งมีมูลค่ารวมอยู่ที่ 18,000 ล้านบาทอย่างแน่นอน โดยอสังหาริมทรัพย์ด้านอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์จะยังคงเป็นที่สนใจสูงของนักลงทุน จากการขยายตัวอย่างต่อเนื่องของธุรกิจอีคอมเมอร์ส ในขณะเดียวกัน คาดว่า จะมีดีลการซื้อขายโรงแรมในประเทศไทยเพิ่มสูงขึ้นกว่าปีที่แล้ว” นายแกลนซีกล่าวหมายเหตุ: การลงทุนซื้อขายในงานวิจัยของเจแอลแอล ครอบคลุมการซื้อขายอาคารที่สร้างเสร็จแล้วหรือกำลังก่อสร้าง โดยเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่มีประโยชน์การใช้ในเชิงธุรกิจ อาทิ อาคารสำนักงาน ศูนย์การค้า โรงแรม เซอร์วิสอพาร์ทเม้นท์/อพาร์ทเม้นท์มาตรฐานสากล โรงงาน โกดัง/อาคารจัดเก็บ-กระจายสินค้า ไม่นับรวมการซื้อขายที่ดิน คอนโดมิเนียม บ้านพักอาศัย และการลงทุนทางอ้อม เช่น การซื้อกิจการหรือหุ้นของบริษัทที่พัฒนาหรือเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์

ดาวน์โหลดรายงาน Asia Pacific Capital Tracker



เกี่ยวกับ JLL

JLL จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก เป็นหนึ่งในบริษัทชั้นนำของโลกในธุรกิจบริการที่มีความเชี่ยวชาญด้านอสังหาริมทรัพย์และบริหารการลงทุน วิสัยทัศน์ของเราคือการร่วมกำหนดอนาคตอสังหาริมทรัพย์เพื่อโลกที่ดีกว่า โดยอาศัยเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าที่สุดเพื่อสร้างโอกาสการให้ผลตอบแทนที่ดี สรรค์สร้างอสังหาริมทรัพย์อันน่าอัศจรรย์และเสนอทางออกที่เน้นความยั่งยืนสำหรับลูกค้า พนักงาน และชุมชน JLL เป็นหนึ่งใน 500 บริษัทที่ที่มีสำนักงานใหญ่ในสหรัฐอเมริกาที่มีรายได้สูงสุดตามการจัดอันดับโดยนิตยสารฟอร์จูน โดยในปีที่ผ่านมา มีรายได้ทั่วโลกรวมทั้งสิ้น 16,600 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดำเนินธุรกิจในกว่า 80 ประเทศและมีพนักงานทั่วโลกรวมจำนวนทั้งสิ้นกว่า 91,000 คน (ณ วันที่ 30 มีนาคม 256ภ) JLL เป็นชื่อแบรนด์และเครื่องหมายการค้าของบริษัทโจนส์ แลง ลาซาลล์ (Jones Lang LaSalle Incorporated) ต้องการข้อมูลเพิ่ม โปรดไปที่ jll.com

ไม่มีความคิดเห็น

รูปภาพธีมโดย Michael Elkan. ขับเคลื่อนโดย Blogger.